‘สเตเบิลคอยน์’ กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในแอฟริกา ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อหนักและค่าธรรมเนียมการโอนเงินที่สูง ประชาชนในหลายประเทศเริ่มเลือกใช้สเตเบิลคอยน์เป็นทางเลือกใหม่ในการรับและส่งเงินผ่านมือถือที่สะดวกและประหยัดกว่าเดิม
เวรา ซองเว(Vera Songwe) อดีตรองเลขาธิการสหประชาชาติ เปิดเผยในการประชุม World Economic Forum ว่า ‘สเตเบิลคอยน์’ กำลังกลายเป็น *เครื่องมือทางการเงินที่ปลอดภัยและรวดเร็ว* สำหรับประชากรชายขอบ แม้ไม่มีบัญชีธนาคาร ก็สามารถโอนเงินผ่านโทรศัพท์มือถือได้อย่างรวดเร็ว
ข้อมูลจากรายงานการวิจัยชี้ว่า *กว่า 43% ของธุรกรรมคริปโตในกลุ่มประเทศแอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา* มีศูนย์กลางอยู่ที่สเตเบิลคอยน์ โดยเฉพาะไนจีเรียมีมูลค่าการซื้อขายมากถึง 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 31.9 ล้านล้านวอน) ภายในหนึ่งปี สเตเบิลคอยน์ถูกใช้งานในหลายรูปแบบ ตั้งแต่การโอนเงิน การจ่ายเงินเดือน ไปจนถึงการชำระเงินระหว่างบริษัท ส่งผลให้ผู้ใช้ทั้งรายย่อยและภาคธุรกิจขยายตัวต่อเนื่อง
แนวโน้มนี้ไม่จำกัดแค่ไนจีเรีย แต่ยังเกิดขึ้นใน อียิปต์, เอธิโอเปีย และแอฟริกาใต้ ด้วยสภาพค่าเงินท้องถิ่นที่ไม่มั่นคงและข้อจำกัดในการถือครองดอลลาร์ ทำให้ผู้คนหันมาพึ่งพาสเตเบิลคอยน์เพื่อรักษามูลค่าทรัพย์และย้ายเงินทุนได้อย่างเสรี
ในแง่ของต้นทุน เวรา ซองเว ย้ำว่า *บริการโอนเงินแบบดั้งเดิมในแอฟริกามีต้นทุนสูงและดำเนินการล่าช้า* โดยเฉลี่ยการส่งเงิน 100 ดอลลาร์จะมีค่าธรรมเนียมราว 6 ดอลลาร์ (ประมาณ 9,000 วอน) และใช้เวลาหลายวัน ขณะที่สเตเบิลคอยน์สามารถโอนเงินได้ในไม่กี่นาทีและค่าธรรมเนียมต่ำกว่าชัดเจน
โดยเฉพาะในกรณีของการจ่ายเงินเดือนหรือธุรกรรมขนาดเล็กซึ่งเกิดบ่อยครั้ง การใช้สเตเบิลคอยน์ช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายได้อย่างมีนัยสำคัญ ถือเป็นประโยชน์ใหญ่สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยและผู้ใช้งานทั่วไป
จากการเพิ่มขึ้นของการใช้งาน หลายประเทศในแอฟริกาเริ่มเคลื่อนไหวเชิงนโยบายอย่างจริงจัง ตัวอย่างเช่น ประเทศกานาได้เริ่มกำกับดูแลผู้ให้บริการสินทรัพย์เสมือน (VASP) เพื่อนำการซื้อขายคริปโตเข้าระบบ ส่วนไนจีเรียตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม เริ่มกำหนดให้การซื้อขายคริปโตต้องเชื่อมโยงกับหมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (TIN) เพื่อจัดระบบภาษีและการควบคุม
ในทางกลับกัน ธนาคารกลางแอฟริกาใต้ เตือนว่าสเตเบิลคอยน์อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ พร้อมเรียกร้องให้มีแนวทางกำกับดูแลอย่างรอบคอบ แม้จำนวนผู้ใช้งานจะเพิ่มขึ้นและบริษัทเทคโนโลยีขยายผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง แต่กรอบนโยบายของรัฐยังอยู่ระหว่างการจัดทำ
ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน สเตเบิลคอยน์จึงถูกมองว่าเป็น ‘ทางรอด’ ของประชากรในช่วงเงินเฟ้อรุนแรง ตั้งแต่ช่วงโควิด-19 เป็นต้นมา ประเทศในแอฟริกากว่า 12-15 ประเทศมีอัตราเงินเฟ้อเกิน 20% ทำให้สเตเบิลคอยน์ที่ผูกกับเงินดอลลาร์มีความน่าสนใจมากกว่าเงินท้องถิ่นในฐานะ *เครื่องมือเก็บรักษามูลค่า*
ข้อได้เปรียบที่สามารถเข้าถึงเงินตราระดับโลกผ่านสมาร์ตโฟนโดยไม่ต้องมีบัญชีธนาคาร ยังทำให้สเตเบิลคอยน์กลายเป็นหัวใจของ *นวัตกรรมฟินเทค* ในแอฟริกา แม้จะยังเผชิญกับความท้าทายด้านการสร้างความเชื่อถือ การขยายตัวของเทคโนโลยี และการตั้งกฎระเบียบที่ชัดเจน
แม้การเปลี่ยนแปลงนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ก็เป็นกระแสที่มีความสำคัญ หากสเตเบิลคอยน์สามารถแก้ปัญหาเรื่องต้นทุนและการเข้าถึงทางการเงินในวงกว้างได้จริง ก็มีโอกาสสูงที่จะขยายอิทธิพลไปยังประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ทั่วโลกในอนาคต
ความคิดเห็น 0