โปรเจกต์คริปโตที่ใช้เทคโนโลยีป้องกันการโจมตีจากคอมพิวเตอร์ควอนตัม ‘qONE’ เปิดรอบพรีเซลล์แล้วบนแพลตฟอร์มหุ้นคริปโตชื่อดังอย่างไฮเปอร์ลิควิด(Hyperliquid) โดยได้รับการสนับสนุนจากสิทธิบัตรของสหรัฐฯ 3 ฉบับ และเลือกใช้เทคโนโลยีต้านทานควอนตัมที่ได้รับการรับรองจากสถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ NIST ซึ่งยิ่งดึงดูดความสนใจของตลาดคริปโตในช่วงที่ประเด็นเรื่องความปลอดภัยกำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง
การขายพรีเซลล์ของ qONE จะเริ่มในวันที่ 5 เวลา 23.00 น. (ตามเวลาประเทศเกาหลี) โดยจัดเป็น 2 เฟสและจำกัดมูลค่าสูงสุดที่วางขายรวมประมาณ 76 ล้านบาท (ราว 560,000 ดอลลาร์) ซึ่งได้เสียงตอบรับดีเยี่ยมจากนักลงทุนล่วงหน้า มีการแสดงความสนใจรวมมูลค่ากว่า 190 ล้านบาท (ประมาณ 1,300,000 ดอลลาร์) จนหลายฝ่ายคาดว่าของจะหมดในเวลาอันสั้น นอกจากนี้ยังมีการกำหนดเพดานการซื้อรายบุคคลไว้ที่ไม่เกิน 7.2 ล้านบาท (50,000 ดอลลาร์) เพื่อสนับสนุนความเป็น ‘กระจายศูนย์’ ของระบบ
จุดแข็งที่สำคัญของ qONE คือการได้รับรองจาก NIST และการถือครองสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีต้านควอนตัม โดยเฉพาะ ‘IronCAP’ ซึ่งเป็นเอ็นจินหลักที่รองรับมาตรฐานการเข้ารหัสหลังยุคควอนตัมที่เสนอโดย NIST ในปี 2024 และได้รับการจดสิทธิบัตรในสหรัฐฯ แล้ว 2 ฉบับ พร้อมอีก 1 ฉบับที่อยู่ระหว่างขอจดทะเบียน โดยสิทธิบัตรเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่การลงนามและตรวจสอบความถูกต้องในสภาพแวดล้อมควอนตัม ไปจนถึงการประยุกต์ใช้บนบล็อกเชนแบบดั้งเดิม ผู้พัฒนาอย่าง qLABS ได้แสดงความมั่นใจว่าในขณะที่หลายโปรเจกต์ยังอยู่ในระดับทฤษฎี qONE กลับมีตัวอย่างการใช้งานระดับองค์กรและได้รับการปกป้องทางกฎหมายเรียบร้อยแล้ว
ความกังวลเรื่อง ‘Q-Day’ หรือวันที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมจะสามารถเจาะระบบการเข้ารหัสของบล็อกเชนได้กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยคาดว่า Q-Day จะเกิดขึ้นระหว่างปี 2028 ถึง 2030 ซึ่งอาจกระทบการพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินทรัพย์ดิจิทัลและทำให้ความปลอดภัยของเชนหลักอย่างบิตคอยน์(BTC) และอีเธอเรียม(ETH) พังทลายพร้อมกัน อย่างไรก็ตาม qONE ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในโซลูชันเชิงพาณิชย์เพียงไม่กี่แห่งที่สามารถรับมือกับภัยคุกคามนี้ได้อย่างตรงจุด
นอกจากความล้ำหน้าในด้านเทคโนโลยีแล้ว ฟีเจอร์ของ qONE ยังตอบโจทย์ผู้ใช้งานและนักพัฒนา เช่น ‘Q-Sig Wallet’ ซึ่งเป็นกระเป๋าเงินที่ใช้การลงนามแบบป้องกันควอนตัมควบคู่กับการเข้ารหัสแบบดั้งเดิม รวมถึงโปรโตคอลที่สามารถยืนยันลายเซ็นแบบออฟเชนให้อยู่บนเชนได้โดยไม่เปลี่ยนเวิร์กโฟลว์เดิม นั่นหมายความว่าผู้ใช้สามารถป้องกันตัวจากภัยควอนตัมได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงการใช้งานเดิมมากนัก
ตลาดก็มีแนวโน้มให้การตอบรับที่ดี โดยตลาดด้านความปลอดภัยจากควอนตัมในวงการคริปโต คาดว่าจะเติบโตจากมูลค่าราว 4,406 ล้านบาท (320 ล้านดอลลาร์) ในปี 2024 สู่ 2.6 หมื่นล้านบาท (ประมาณ 1.8 พันล้านดอลลาร์) ภายในปี 2029 ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมาเพียงปีเดียว มีเม็ดเงินลงทุนในสายนี้มากถึง 3 หมื่นล้านบาท (กว่า 2.1 พันล้านดอลลาร์)
สำหรับการใช้ประโยชน์ของโทเคน qONE นั้นไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อเก็งกำไร แต่ยังสามารถใช้จ่ายเป็นค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ซื้อบริการประมวลผล หรือใช้เพื่อการโหวตในระบบบริหารจัดการชุมชน (Governance) ได้อีกด้วย ในด้านโทเคโนมิกส์ การพรีเซลล์รอบแรกหรือ Public Round จะปลดล็อกทันทีจำนวนราว 29 ล้านบาท (2 แสนดอลลาร์) ส่วนรอบชุมชนอีก 53 ล้านบาท (3.6 แสนดอลลาร์) จะปลดล็อกเพียง 15% ส่วนที่เหลือค่อย ๆ ทยอยจ่ายภายใน 12 เดือน
โครงสร้างโทเคนยังแสดงให้เห็นถึงความยั่งยืน โดยมากกว่าครึ่งของโทเคนทั้งหมดจะถูกจัดสรรให้กับการตลาด, การสร้างสภาพคล่อง และแอร์ดรอปให้กับชุมชน โดยที่ทีมและที่ปรึกษาจะถูกล็อกไว้ 6 เดือน ซึ่งเอื้อต่อความไว้วางใจของนักลงทุน ความน่าสนใจเพิ่มเติมคือ 28% ของอุปทานทั้งหมดจะนำมาใช้ในการทำแอร์ดรอป ซึ่งเป็นกลยุทธ์ขยายฐานผู้ใช้อย่างรวดเร็ว
qONE ยังมีแผนขยายไปยังภาคองค์กรอย่างจริงจัง โดยตั้งเป้าว่าภายในปี 2028 จะสามารถให้บริการความปลอดภัยกับสินทรัพย์ที่รันอยู่บนนสัญญาอัจฉริยะได้ครอบคลุมถึง 2% ของตลาด ซึ่งตีเป็นมูลค่าราว 27 ล้านล้านวอนหรือกว่า 7 แสนล้านบาท จุดแข็งของ qONE จึงไม่ใช่แค่เรื่องความเร็วหรือฟีเจอร์ของเชน แต่เป็นเรื่องของการเติมเต็มจุดอ่อนด้าน ‘โครงสร้างความปลอดภัย’ ของบล็อกเชนที่มีอยู่ โดยการเชื่อมต่อกับผู้ถือสินทรัพย์รายใหญ่อย่างกระเป๋าเงินองค์กร, แพลตฟอร์มซื้อขาย และบริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัล ล้วนอยู่ในแผนระยะยาว
บริษัทผู้พัฒนาอย่าง qLABS และ 01 Quantum ได้ระดมทีมงานที่เชี่ยวชาญทั้งด้านระบบความปลอดภัย, Web3 และระบบโครงสร้างธุรกิจระดับองค์กร ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วทั้งเรื่องเทคโนโลยีและศักยภาพในการดำเนินงาน
ในขณะที่ภัยจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมเริ่มใกล้ตัวขึ้นทุกวัน qONE กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการรักษาความปลอดภัยของระบบสินทรัพย์ดิจิทัล และอาจก้าวขึ้นมาเป็น ‘สินทรัพย์ปลอดภัยทางเลือก’ สำหรับยุคใหม่แห่งคริปโต.
ความคิดเห็น 0