กลุ่ม CME เดินหน้าศึกษาการออกโทเคนดิจิทัล เตรียมเปิดศักราชใหม่ตลาดคริปโตแบบ 24/7
กลุ่ม CME ซึ่งเป็นตลาดอนุพันธ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก กำลังพิจารณาการออกโทเคนดิจิทัลด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชน โดยมีเป้าหมายเพื่อรองรับการโอนสินทรัพย์ค้ำประกันได้อย่าง *ทันที* และสร้างตลาดใหม่ที่สามารถซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ คล้ายกับคริปโตเคอร์เรนซี หากแผนการนี้บรรลุผล CME จะกลายเป็นหนึ่งในสถาบันการเงินหลักรายแรกที่ใช้บล็อกเชนมาทดแทน ‘โครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระบัญชีและสภาพคล่อง’ แบบเดิม
ปัจจุบันธุรกรรมทางการเงินทั่วไปยังใช้ระบบ T+1 ซึ่งต้องใช้เวลา 1 วันทำการในการชำระบัญชี และยังไม่สามารถดำเนินการในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่หากใช้โทเคนในการแทนสินทรัพย์ตามแนวคิดของ CME ก็อาจทำให้ตลาดการเงินแบบเดิมกลายเป็น "ของโบราณ" ไปโดยปริยาย ความเคลื่อนไหวนี้ยังถูกมองว่าอาจลดบทบาทของตัวกลางทางการเงิน เช่น ธนาคารเพื่อการลงทุน โดยเทคโนโลยีบล็อกเชนกำลังเริ่ม ‘พิสูจน์ตัวเอง’ ว่าสามารถเปลี่ยนโฉมตลาดทุนเดิมได้อย่างแท้จริง
HYPER โดดเด่นในฐานะ Layer2 ความเร็วสูงบนบิตคอยน์ ชูจุดแข็งเรื่องความเร็วและต้นทุนต่ำ
ขณะที่ CME มุ่งปรับโฉมโครงสร้างพื้นฐานระดับสูงของระบบการเงิน อีกหนึ่งโครงการที่แก้ไขปัญหาคอขวดของบิตคอยน์(BTC) คือ ‘บิตคอยน์ ไฮเปอร์(HYPER)’ ซึ่งเป็น Layer2 ความเร็วสูงที่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหา *การประมวลผลธุรกรรมล่าช้า* อันเนื่องจากช่วงเวลาการสร้างบล็อกของบิตคอยน์ที่ใช้เวลาถึง 10 นาที
HYPER เป็น Layer2 แรกที่นำ ‘โซลานา เวอร์ชวลแมชชีน(SVM)’ มาใช้งานภายในระบบนิเวศของบิตคอยน์ โดยเน้นรักษาสมดุลระหว่างความปลอดภัยแบบบล็อกเชนดั้งเดิมกับความสามารถในการรองรับสมาร์ตคอนแทรกต์ ด้วยโครงสร้างแบบโมดูลาร์ HYPER ประมวลผลธุรกรรมได้เร็วมากและเรียกเก็บก๊าซฟีน้อยแทบไม่ถึงระดับที่นับได้ อีกทั้งยังสามารถรันแอปพลิเคชันที่เขียนด้วยภาษา Rust ได้โดยตรงภายใน SVM ซึ่งสร้างความยืดหยุ่นให้กับนักพัฒนาอย่างมาก
นักวิเคราะห์มองว่า จุดเด่นด้านความเร็ว ความปลอดภัย และความเป็นมิตรต่อดิเวลลอปเปอร์ ทำให้ HYPER กลายเป็น Layer2 ที่เหมาะสำหรับการเปลี่ยนผ่านของบิตคอยน์จาก ‘ทองคำดิจิทัล’ สู่โครงสร้างพื้นฐานของสินทรัพย์ดิจิทัลยุคใหม่
$HYPER ฮิตแรงระหว่างพรีเซล นักลงทุนรายใหญ่ร่วมลงสนาม หนุนราคาพุ่ง
กระแสตอบรับของตลาดต่อ $HYPER ยังสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นต่อโปรเจกต์นี้ โดยในช่วงพรีเซลมีเงินทุนไหลเข้ามาแล้วกว่า *2,227 ล้านดอลลาร์สหรัฐ* หรือราว *326 ล้านบาท* ซึ่งในจำนวนนั้นรวมถึงการลงทุนจาก ‘กระเป๋าเงินขนาดใหญ่’ จำนวน 3 ราย ที่แต่ละรายซื้อโทเคนเกิน 1 ล้านดอลลาร์ รวมถึงธุรกรรมขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าถึง 500,000 ดอลลาร์อีกด้วย
ราคาพรีเซลของ $HYPER อยู่ที่ประมาณ 0.0136751 ดอลลาร์ หรือราว 20 บาท ซึ่งถือว่ามี Barrier to Entry ต่ำ และโครงการยังเสนอผลตอบแทนการสเตกโทเคนหลังการเปิดตัวโทเคน(TGE) สูงถึง *37–40% ต่อปี* พร้อมด้วย ‘ช่วงล็อกเหรียญ’ เพียง 7 วัน ซึ่งถือว่าสั้นมาก เท่ากับว่า โครงการกำลังผลักดันให้เกิดพฤติกรรมการถือระยะยาว แทนการเก็งกำไรระยะสั้น
เมื่อบิตคอยน์ ETF และสัญญาฟิวเจอร์สเริ่มเปิดประตูเงินทุนจากสถาบันเข้าสู่ตลาดคริปโต ความต้องการในเรื่องการปรับปรุงเครือข่ายพื้นฐานก็ยิ่งเติบโต โดยโครงการอย่าง HYPER ที่รวมทุกข้อเด่นไว้ในตัวเอง กำลังกลายเป็นหนึ่งในตัวเต็งของยุคใหม่
เส้นแบ่งระหว่างตลาดทุนดั้งเดิมและการเงินแบบกระจายศูนย์ กำลังเลือนหาย
แนวทางของกลุ่ม CME ไม่ใช่แค่การสำรวจตลาดใหม่ แต่เป็นการตัดสินใจที่สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนจุดยืนขององค์กรที่รับผิดชอบ ‘มาตรฐาน’ ของระบบการเงิน การที่สถาบันรายใหญ่อย่าง CME หันมาใช้งานบล็อกเชน เป็นสัญญาณสำคัญว่าระบบการเงินเดิมไม่สามารถเพิกเฉยต่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีนี้ได้อีกต่อไป
ในเวลาเดียวกัน โครงการ Layer2 เช่น HYPER ซึ่งจัดการกับข้อจำกัดของระบบ L1 อย่างมีนัยสำคัญ กำลัง ‘อัปเกรด’ โครงสร้างพื้นฐานของคริปโตจากรากฐาน ในยุคที่เทคโนโลยีบล็อกเชนเริ่มกลายเป็นกระแสหลัก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทั้ง L1 และ L2 จะต้องพัฒนาไปคู่กัน
ขณะที่เส้นแบ่งระหว่างตลาดทุนแบบดั้งเดิมและการเงินไร้ศูนย์กลางเริ่ม ‘เลือนหาย’ ระบบกฎเกณฑ์และหน่วยงานกำกับดูแลยังคงตามการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ทัน แต่ *ตลาด* ได้เลือกเส้นทางใหม่แล้ว – และ ‘Smart Money’ กำลังเดินหน้าไล่ตามอย่างรวดเร็ว
ความคิดเห็น 0