Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

คราวด์ซอร์ซ-แผนที่ดิจิทัล ผสานบล็อกเชน เขย่าโครงสร้างการกำกับดูแลและเศรษฐกิจโลก

กระจายอำนาจด้วย ‘คราวด์ซอร์ซิง’ และดิจิทัลแผนที่ กำลังถูกมองว่าเป็นเครื่องมือใหม่ที่อาจ ‘เขย่า’โครงสร้าง *การกำกับดูแล* และ *ระบบเศรษฐกิจโลก* ได้จริง ในวันที่ยังมีคนหลายพันล้านคนถูกทิ้งไว้นอกระบบเศรษฐกิจ กระบวนการมีส่วนร่วมของคอมมูนิตี้และ ‘แผนที่ดิจิทัล’ อาจกลายเป็นกุญแจสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ ปรับโครงสร้างรายได้เกษตรกร และยกระดับการรับมือภัยพิบัติไปพร้อมกัน

ลาลิเทช คาทรากัดดา(Lalitesh Katragadda) ผู้ก่อตั้งอินดิฮูด(Indihood) และผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จยุคแรกของ ‘กูเกิลแมป’ ย้ำว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของบริการแผนที่โลก ไม่ได้มาจาก ‘ผู้เชี่ยวชาญ’ แต่มาจาก ‘ประชาชนธรรมดา’ ทีมของเขาให้เพียงภาพถ่ายดาวเทียม แล้วเปิดเว็บอินเทอร์เฟซให้คนทั่วไปวาดถนน สวนสาธารณะ ทะเลสาบ อาคาร ลงไปเองบนแผนที่ดิจิทัล และผู้ใช้จากทั่วโลกก็เริ่มลงรายละเอียดตั้งแต่ถนนเส้นใหญ่ไปจนถึงตรอกซอกซอยในชุมชนของตน เขาย้อนความทรงจำว่า คลื่นผู้ใช้กลุ่มแรกไม่ใช่คนที่หวังผลตอบแทน แต่คือคนที่ “แค่อยากให้ ‘ย่านของตัวเอง’ ถูกแสดงบนแผนที่อย่างถูกต้อง” เป็นแรงขับเคลื่อนเชิงอุดมการณ์

จากนั้น โมเดลนี้ถูกขยายสู่การออกแบบ ‘โครงสร้างการกำกับดูแล’ แบบใหม่ คาทรากัดดาอธิบายระบบในยุคนั้นสั้นๆ ว่า “เราแค่เปิดทุกสิทธิให้ทุกคน” ใครก็ได้สามารถแก้ไขข้อมูลได้ และใครก็ได้สามารถเข้ามาตรวจทานและแก้ไขซ้ำโดยไม่มีลำดับขั้นแบบเดิม เป็นการทดลอง ‘การกำกับดูแลแบบกระจายศูนย์’ ที่ไม่พึ่งระบบเซ็นเซอร์รวมศูนย์ แต่ใช้ความเชื่อถือ ชื่อเสียง และการกลั่นกรองกันเองของคอมมูนิตี้ ผลลัพธ์คือการเติบโตแบบก้าวกระโดดของกูเกิลแมป จนกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของแผนที่ดิจิทัลที่มีผู้ใช้มากกว่า 4 พันล้านคนใน 187 ประเทศ

‘ความคิดเห็น’ โมเดลนี้สะท้อนแนวคิดเดียวกับระบบกระจายอำนาจใน ‘บล็อกเชน’ และ ‘เว็บ3’ อย่างชัดเจน คือให้คอมมูนิตี้เป็นทั้งผู้สร้างและผู้ดูแลข้อมูล

คาทรากัดดามองว่า ประสบการณ์นี้พิสูจน์แล้วว่า ‘การกำกับดูแลแบบกระจายศูนย์’ ไม่ได้เป็นแค่แนวคิดเชิงเทคนิค แต่ “ใช้งานได้จริง” แกนกลางมีแค่สองอย่าง หนึ่ง ประตูทางเข้าที่เปิดกว้างให้ทุกคนเข้าร่วมได้ง่าย สอง การบริหารจัดการบนฐานของความไว้วางใจในคอมมูนิตี้ เมื่อจำนวนผู้มีส่วนร่วมเพิ่มขึ้น ความผิดพลาดกลับลดลง และความถูกต้องแม่นยำของข้อมูลยิ่งดีขึ้น กลายเป็นโครงสร้าง ‘แก้ไขตัวเอง’ โดยธรรมชาติ

เขาไม่คิดว่าสิ่งนี้ควรหยุดอยู่แค่บริการแผนที่ แต่สามารถนำไปใช้กับทั้ง *การเงิน การให้บริการภาครัฐ การจัดสรรสวัสดิการ ไปจนถึงการวางผังเมือง* โดยให้คอมมูนิตี้เป็นศูนย์กลาง ตรงกับเป้าหมายของอุตสาหกรรมบล็อกเชน·เว็บ3 ที่ผลักดันโมเดล ‘การกำกับดูแลแบบไร้ตัวกลาง’ เขาย้ำว่า เมื่อเทคโนโลยีเอื้อเพียงพอ “ถ้าเราให้ ‘เครื่องมือในการตัดสินใจและบริหารจัดการด้วยตัวเอง’ แก่ผู้คน ระบบจะเดินไปของมันเองได้ดีกว่าที่คิด”

ในมุมมองของคาทรากัดดา ปัญหาใหญ่สุดของเศรษฐกิจโลกอยู่ที่ “เรากำลังออกแบบระบบเพื่อคนผิดกลุ่ม” เขาชี้ว่า ระบบเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรองรับคนทั้ง ‘8 พันล้านคน’ แต่จริงๆ แล้วทำงานเพื่อตอบโจทย์เพียงราว 2–3 พันล้านคนเท่านั้น ส่วนที่เหลือต้องติดอยู่ในวงจรความยากจนต่อไป โครงสร้าง ‘พีระมิดการเอารัดเอาเปรียบแบบศักดินา’ แค่เปลี่ยนรูปแบบ แต่ยังคงอยู่ในเชิงโครงสร้าง

ปัญหานี้เชื่อมโยงโดยตรงกับ ‘สภาพการทำงาน’ คนที่อยู่ปลายล่างของห่วงโซ่อุปทาน ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร แรงงานรายวัน หรือแรงงานไม่ประจำ มักถูกกันออกจากโต๊ะออกแบบระบบ เสียเปรียบในด้านข้อมูลและอำนาจต่อรอง ได้รับค่าตอบแทนต่ำกว่ามูลค่าที่สร้างจริง ขณะเดียวกันการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลก็มักถูกออกแบบเพื่อรองรับ ‘ผู้เล่นส่วนบน’ มากกว่า คาทรากัดดาถึงกับกล่าวว่า “โลกไม่เคยถูกออกแบบมาให้ทำงานเพื่อตอบโจทย์ ‘ทุกคน’ จริงๆ เลยแม้แต่ครั้งเดียว”

ในสถานการณ์ภัยพิบัติ พลังของ ‘แผนที่ดิจิทัลแบบคราวด์ซอร์ซ’ ยิ่งชัดเจนขึ้น คาทรากัดดาชี้ว่า “ปัญหาใหญ่เวลาเกิดภัยพิบัติ คือ ‘ไม่มีแผนที่’ ตั้งแต่แรก” หากไม่มีข้อมูลถนน สะพาน โรงพยาบาล โรงเรียน หรือจุดอพยพในรูปแบบดิจิทัล ทีมกู้ภัยและหน่วยงานช่วยเหลือจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะส่งคนหรือของไปที่ไหน และผ่านเส้นทางใดได้บ้าง

ในทางกลับกัน หากในยามปกติ ประชาชนช่วยกันสร้างแผนที่ดิจิทัลไว้อย่างละเอียด การระบุพื้นที่เสียหาย การวางเส้นทางเคลื่อนย้าย และการจัดสรรทรัพยากร จะรวดเร็วและแม่นยำขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ องค์กรช่วยเหลือนานาชาติและ NGO ต่างยืนยันผลเชิงประจักษ์ในหลายเหตุการณ์แล้ว เขาจึงย้ำว่า “แค่มีแผนที่ดิจิทัลที่ดี ประสิทธิภาพการช่วยเหลือก็เปลี่ยนไปแบบคนละเรื่อง” ทำให้ต้องหันกลับมามอง ‘โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแบบคอมมูนิตี้’ ในมุมของความมั่นคงทางสังคมและภัยพิบัติ

ในภาคเกษตร คาทรากัดดามองว่า ปัญหายิ่งชัด ปัจจุบันเกษตรกรคือผู้ผลิตที่สำคัญที่สุดในห่วงโซ่อาหารโลก แต่กลับได้ส่วนแบ่งน้อยที่สุด เขาเชื่อว่า ถ้าเกษตรกรสามารถจับมือกันเป็นเครือข่าย และ ‘ถือครองและควบคุม’ ห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่การผลิต โลจิสติกส์ ไปจนถึงการขายได้ด้วยตัวเอง รายได้อาจเพิ่มขึ้นไม่ใช่แค่ 30% แต่ถึงขั้น “3 เท่า 5 เท่า หรือแม้แต่ 10 เท่า” ในบางกรณี

จุดนี้เองที่ ‘แผนที่ดิจิทัล’ และ ‘คราวด์ซอร์ซิง’ กลายเป็นเครื่องมือสำคัญ หากคอมมูนิตี้เกษตรกรช่วยกันเก็บและแชร์ข้อมูลตั้งแต่แหล่งผลิต จุดรวบรวมสินค้า ตลาดค้าส่ง ไปจนถึงปลายทางผู้บริโภค เกษตรกรจะเริ่มออกแบบ ‘เส้นทางกระจายสินค้า’ และ ‘กลยุทธ์ราคา’ ด้วยตัวเองได้ ข้อมูลที่เคยเป็น ‘ช่องว่าง’ ให้คนกลางหากำไร จะถูกดึงกลับคืนสู่มือผู้ผลิตโดยตรง และเมื่อเชื่อมเข้ากับ *บล็อกเชน* เพื่อทำ ‘การติดตามซัพพลายเชน’ และใช้ ‘โทเค็น’ เป็นแรงจูงใจตอบแทนการมีส่วนร่วม ก็อาจก่อร่างเป็นระบบนิเวศเกษตรแบบใหม่ที่ ‘เกษตรกรเป็นศูนย์กลาง’ ได้จริง

อย่างไรก็ตาม การยกระดับจากไอเดียไปสู่การใช้งานในระดับ ‘ทั้งประชากร’ ไม่ใช่เรื่องง่าย คาทรากัดดาชี้ว่า แพลตฟอร์มที่ออกแบบมาสำหรับคอมมูนิตี้หรือทั้งสังคม ไม่ใช่แค่โจทย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ แต่ยังต้องใช้ ‘งบประมาณและบุคลากรในระดับมหาศาล’ โครงการนำร่องในบางเมืองหรือบางประเทศอาจทำได้ แต่ถ้าต้องรองรับผู้ใช้หลักร้อยล้านจนถึงพันล้านคน ระบบต้องผ่านทั้งด่านเสถียรภาพ ความปลอดภัย ความเร็ว และการใช้งานจริงของผู้ใช้ทั่วไปไปพร้อมกัน

ต้นทุนมหาศาลและการต้องใช้บุคลากรระดับสูง ทำให้แพลตฟอร์มระดับประชากรมักถูกพัฒนาภายใต้การนำของบริษัทยักษ์ใหญ่หรือรัฐ คาทรากัดดาเรียกโครงสร้างนี้ว่า การที่ “ความยากทางเทคนิคและกำแพงด้านการเงินถูกผูกไว้ด้วยกัน” และเชื่อว่าหากไม่ลดกำแพงนี้ลง ระบบกระจายศูนย์จะมีสถานะเป็นเพียง ‘อุดมคติบนกระดาษ’ ต่อไป

แนวทางที่เขาเลือกใช้เพื่อแก้ปัญหานี้คือ ‘การลดโค้ดให้เหลือน้อยที่สุด’ ทีมของคาทรากัดดาพัฒนา ‘ระบบกระจายศูนย์แบบประกาศสเป็ก’ ให้คนเพียงระบุ ‘สเป็ก’ หรือข้อกำหนด จากนั้นระบบจะแปลงเป็นซอฟต์แวร์ที่ทำงานได้จริง โดยไม่ต้องเขียนโค้ดทีละส่วน เขาอธิบายว่า แนวทางนี้ช่วย “ลดจำนวนโค้ดลงได้มากสุดถึง 30 เท่า” เมื่อมนุษย์กำหนดแค่ตรรกะและกติกา ส่วนการลงมือเขียนและรันโค้ดให้เป็นระบบจริงปล่อยให้ซอฟต์แวร์จัดการเอง

เทคโนโลยีนี้เมื่อมารวมกับคราวด์ซอร์ซิง ยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพแบบทวีคูณ คอมมูนิตี้สามารถกำหนดความต้องการและกฎเกณฑ์ของบริการได้โดยตรง แล้วระบบก็สร้างและอัปเดตบริการให้แบบอัตโนมัติ เปิดโอกาสให้สร้าง ‘แพลตฟอร์มระดับประชากร’ ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนทีมพัฒนาหรือวิศวกรแบบทวีคูณ แนวคิดนี้คล้ายกับโมเดล ‘การกำกับดูแลในระดับโปรโตคอล’ ที่ถูกพูดถึงในวงการเว็บ3 ซึ่งกติกาพื้นฐานถูกฝังอยู่ในโปรโตคอล และคอมมูนิตี้ร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง

คาทรากัดดาอธิบายกลไกของระบบกระจายศูนย์ลักษณะนี้ว่าเป็น ‘ระบบแบบปฏิรูปตัวเอง (emergent system)’ ซึ่งมีเอเจนต์จำนวนมาก ทั้งในรูปของโมดูลซอฟต์แวร์หรือมนุษย์ ทำงานพร้อมกันบน ‘บอร์ดกลาง’ ร่วมกัน แต่ละเอเจนต์อ้างอิงผลลัพธ์ของผู้อื่นแล้วปรับพฤติกรรมของตน แม้ไม่มีใครมองเห็นภาพรวมทั้งหมด แต่เมื่อทำงานอยู่บนชุด ‘ข้อจำกัดและกติกา’ ที่ออกแบบไว้ร่วมกัน ผลลัพธ์สุดท้ายคือ “ผืนผ้าใบหนึ่งผืนที่ทำงานได้ราบรื่น” แม้ไม่มีผู้ควบคุมศูนย์กลาง

โมเดลนี้ทำให้การสร้างระบบข้อมูลที่สอดคล้องกัน เกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องอาศัยการควบคุมจากส่วนกลาง สิ่งสำคัญไม่ใช่อัลกอริทึมที่สมบูรณ์แบบ แต่คือ ‘กรอบร่วม’ และ ‘กติกาขั้นต่ำ’ ที่เอเจนต์ทุกตัวใช้เป็นจุดอ้างอิง คาทรากัดดามองว่า เมื่อเอเจนต์แต่ละตัวประสานงานกันเองอย่างต่อเนื่อง และนำผลลัพธ์กลับมาใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงใหม่ ระบบทั้งหมดก็จะ “ค่อยๆ วิวัฒน์ตัวเองขึ้นเรื่อยๆ”

จากกรณีศึกษาตั้งแต่กูเกิลแมป ไปจนถึงอินดิฮูด งานของคาทรากัดดาแสดงให้เห็นว่า การผสาน ‘คราวด์ซอร์ซิง’ เข้ากับ ‘การกำกับดูแลแบบกระจายศูนย์’ มีศักยภาพมากกว่าการเป็นแค่เทรนด์ด้านเทคโนโลยี แต่สามารถส่งผลถึงระดับ ‘โครงสร้างเศรษฐกิจโลก’ ‘การรับมือภัยพิบัติ’ และ ‘ห่วงโซ่อุปทานทางการเกษตร’ ได้จริง แม้อุปสรรคด้านเทคนิคและการเงินยังสูง แต่แนวคิดอย่าง ‘การลดโค้ด’ และ ‘ระบบแบบปฏิรูปตัวเอง’ อาจเป็นกุญแจสำคัญในการลดต้นทุนและทำให้การสร้างแพลตฟอร์มระดับประชากรแบบกระจายอำนาจเข้าใกล้ความจริงมากขึ้นในอนาคต

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1