ประธานาธิบดีทรัมป์หยิบ ‘การขึ้นภาษีนำเข้า’ มาใช้เป็นเครื่องมืออีกครั้งในช่วงสุดสัปดาห์ ส่งผลให้ตลาดคริปโตเผชิญแรงเทขายรุนแรง ‘บิตคอยน์(BTC)’ และสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวมถูกกดดัน หลังศาลสูงสหรัฐมีคำวินิจฉัยว่ามาตรการภาษีจำนวนมากในอดีตของทรัมป์ ‘ขัดต่อรัฐธรรมนูญ’ ก่อนที่ทรัมป์จะเร่งสวนกลับด้วย ‘ภาษีรอบใหม่’ ทันที ทำให้บรรยากาศหลีกเลี่ยงความเสี่ยงกลับมาปกคลุมตลาดทั่วโลก
ทิศทางรอบนี้สะท้อน ‘แพตเทิร์นเดิม’ ที่เริ่มชัดตั้งแต่เดือนเมษายน 2025 เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศ ‘แพ็กเกจภาษีขนาดใหญ่’ เป็นครั้งแรก ทุกครั้งที่นโยบายภาษีของสหรัฐเพิ่มความไม่แน่นอนต่อการค้าโลก เงินเฟ้อ และการเติบโตทางเศรษฐกิจ คริปโตก็แกว่งแรงเคียงข้างตลาดหุ้น โดยเฉพาะบิตคอยน์ที่ถูกมองเป็นสินทรัพย์เสี่ยงอีกประเภทหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ทรัมป์เองก็เคยสร้างแรงหนุนให้ตลาดผ่าน ‘คำพูด’ และ ‘สัญญาณเชิงนโยบาย’ ที่เป็นมิตรต่อคริปโตจากทำเนียบขาวหลายครั้ง ทำให้ ‘การขึ้นภาษี’ กับ ‘สารพัดคำประกาศเชียร์คริปโต’ กลายเป็นสองขั้วที่สลับกันเขย่าราคาในรอบสองปีที่ผ่านมา
เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2025 (เวลาท้องถิ่น) ไม่กี่ชั่วโมงก่อนทรัมป์ทำพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดี โครงการคริปโตของตระกูลทรัมป์อย่าง ‘เวิลด์ ลิเบอร์ตี ไฟแนนเชียล(WLFI)’ ได้เข้าซื้อโทเคนหลากหลายรายการแบบก้อนใหญ่ ทั้งแร็ปด์บิตคอยน์(WBTC), อีเธอเรียม(ETH), ทรอน(TRX), เอ이브(AAVE), เอ테나(ENA) และเชนลิงก์(LINK) ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกตีความว่าเป็นสัญญาณนำว่า ‘วาระบล็อกเชนอย่างเป็นทางการ’ ของรัฐบาลทรัมป์อาจกำลังจะเริ่มต้นจริงจัง ‘บิตคอยน์’ พุ่งขึ้น 4.5% ภายใน 24 ชั่วโมง แต่หากมองในกรอบ 7 วันยังติดลบ 1.47% สะท้อนภาพภาวะผันผวนจัดมากกว่าจะเป็นขาขึ้นชัดเจน
ผ่านไปเพียง 3 วัน ทรัมป์ก็ลงนามในคำสั่งบริหารที่ 14178 เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2025 ย้ำชัดสหรัฐจะ ‘ปิดประตู’ ไม่เดินหน้าออกสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) พร้อมตั้ง ‘คณะทำงานด้านสินทรัพย์ดิจิทัล’ ใต้สังกัดประธานาธิบดีโดยตรง เพื่อ “เสริมความเป็นผู้นำของสหรัฐในโลกการเงินดิจิทัล” วันเดียวกัน เซเนเตอร์สายคริปโตอย่าง ซินเทีย ลัมมิส(Cynthia Lummis) โพสต์ข้อความว่า “เรื่องใหญ่กำลังมา” ยิ่งช่วยปลุกกระแสคาดหวังในตลาด ‘บิตคอยน์’ วันนั้นขยับขึ้น 1.34% และในกรอบสัปดาห์บวก 0.79% แม้จะไม่หวือหวาแต่ก็สะท้อนมุมมองเชิงบวกระยะสั้น
ช่วง 2–7 มีนาคม 2025 ทรัมป์ขยายภาพไปไกลกว่านั้นด้วยไอเดีย ‘คริปโต รีเซิร์ฟ(Crypto Reserve)’ ก่อนลงนามคำสั่งบริหารตั้ง ‘กองสำรองบิตคอยน์เชิงยุทธศาสตร์(Strategic Bitcoin Reserve)’ และ ‘คลังสะสมสินทรัพย์ดิจิทัลของสหรัฐ(US Digital Asset Stockpile)’ แผนกองสำรองบิตคอยน์ใช้แนวคิดนำเหรียญที่ถูกรัฐบาลกลางยึดได้จากการบังคับใช้กฎหมายมารวมกอง ส่วน ‘คลังสินทรัพย์ดิจิทัล’ มีทั้ง ริปเปิล(XRP), โซลานา(SOL), เอ이다(ADA) และเหรียญอื่นๆ รวมอยู่ด้วย แต่อีกด้าน กลุ่มผู้สนับสนุนบิตคอยน์สายฮาร์ดคอร์จำนวนไม่น้อยก็ผิดหวัง เพราะแผนนี้ไม่มี ‘โครงการซื้อสะสมเพิ่ม’ ของรัฐบาลระบุไว้ชัดเจน
หลังคำสั่งบริหาร ทำเนียบขาวจัด ‘คริปโต ซัมมิต(Crypto Summit)’ ครั้งแรก เชิญทั้งผู้นำธุรกิจคริปโตและเจ้าหน้าที่รัฐมานั่งโต๊ะเดียวกันเพื่อถกทิศทางกฎเกณฑ์ ทรัมป์พูดถึง “โอกาสมหาศาลสำหรับการเติบโตและนวัตกรรมในภาคการเงิน” ทว่าปฏิกิริยาราคาออกมาในเชิงเย็นชา ‘บิตคอยน์’ ร่วง 0.75% ภายใน 24 ชั่วโมง และในกรอบสัปดาห์ลดลง 2.56% แสดงให้เห็นว่าคำพูดเชิงบวกเพียงอย่างเดียวไม่ได้เปลี่ยนแนวโน้มตลาดได้เสมอไป
WLFI กลายเป็นจุดโฟกัสด้าน ‘ผลประโยชน์ทับซ้อน’ ชัดเจนขึ้นเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2025 หลังปิดการขายโทเคนรอบสาธารณะ คาดว่าระดมทุนไปได้ราว 550 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 7,872 ล้านบาท) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในดีลระดมทุนขนาดใหญ่สุดที่เชื่อมโยงกับโครงการคริปโตของทรัมป์ ขณะเดียวกันเสียงวิจารณ์เริ่มดังขึ้นถึงความเสี่ยงที่นโยบายของประธานาธิบดีอาจส่งผลโดยตรงต่อมูลค่าทรัพย์สินของตัวเองและครอบครัว รายงานหลายสำนักประเมินว่าตระกูลทรัมป์อาจกอบโกยไปแล้วกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.43 แสนล้านบาท) จากการเดินเกม WLFI ตั้งแต่เริ่มต้น ‘บิตคอยน์’ วันนั้นร่วง 1.59% แต่ในกรอบสัปดาห์กลับฟื้นตัวขึ้น 3.5% แสดงภาพแรงขายระยะสั้นที่ถูกดูดซับได้ในเวลาต่อมา
เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2025 ทรัมป์ในฐานะประธานาธิบดีส่งวิดีโอคำปราศรัยไปยังงานประชุม ‘บล็อกเวิร์กส์ ดิจิทัล แอสเส็ต ซัมมิต(Blockworks Digital Asset Summit)’ ที่นิวยอร์ก เนื้อหาย้ำเรื่องการรักษาความเป็นผู้นำของสหรัฐด้านคริปโตและความจำเป็นของกรอบกฎหมายที่ชัดเจน พร้อมโจมตีแนวนโยบายของรัฐบาลไบเดนอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายเชิงรุกกับธุรกิจคริปโตที่ถูกเรียกว่า ‘ปฏิบัติการโชกพอยต์ 2.0(Operation Chokepoint 2.0)’ ซึ่งทรัมป์ระบุว่าเป็นการกระทำ “ไร้กฎหมาย (lawless)” และประกาศว่าจะยุติแนวทางดังกล่าวทันที ‘บิตคอยน์’ แทบไม่ขยับ โดยราคา 24 ชั่วโมงถัดมาลดลงเพียง 0.1% แต่ในกรอบสัปดาห์ขึ้น 3.46% สะท้อนว่าแม้คำพูดจะหนุนความเชื่อมั่นบ้าง แต่กระแสหลักของตลาดยังขับเคลื่อนด้วยปัจจัยอื่น
วันที่ 5 เมษายน 2025 ทรัมป์กลับมาสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ผ่านนโยบายภาษี ในการแถลงที่สวนกุหลาบทำเนียบขาว เขาประกาศขึ้นภาษีนำเข้าแบบ ‘รอบด้าน’ กำหนดฐานขั้นต่ำ 10% กับประเทศคู่ค้าเกือบทั้งหมด และจะบวกเพิ่มตามดุลการค้าขาดดุลหรือเกินดุลของแต่ละประเทศ สื่อสหรัฐรายงานต่อเนื่องว่าทีมทำเนียบขาวใช้ ‘สูตรคำนวณ’ ที่มีข้อผิดพลาด พร้อมวิจารณ์ว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียง “คณิตศาสตร์เพื่อรองรับข้อสรุปที่กำหนดไว้ก่อน” มากกว่าการประเมินเชิงเศรษฐศาสตร์อย่างแท้จริง ตลาดการเงินตีความว่าเป็นการจุดชนวน ‘สงครามการค้า’ รอบใหม่ และเพิ่มความเสี่ยงเงินเฟ้อนำเข้า ทำให้สินทรัพย์เสี่ยงถูกเทขายต่อเนื่อง ‘บิตคอยน์’ ทรุดลงทันที 5.7% หลังประกาศ อย่างไรก็ดี ‘คำ’ อย่าง buy the dip ก็เริ่มกลับมาในหมู่นักลงทุน เมื่อนักเก็งกำไรบางส่วนมองโอกาสซื้อถูก ขณะที่นักลงทุนสถาบันประเมินความเสี่ยงมหภาคใหม่ ส่งผลให้ในกรอบสัปดาห์บิตคอยน์กลับปิดบวก 2.14%
ต่อมา เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2025 มูลนิธิ ‘อควา วัน(Aqua 1 Foundation)’ จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(UAE) ประกาศลงทุน 100 ล้านดอลลาร์ (ราว 1,431 ล้านบาท) ในโทเคน WLFI ทำให้ชื่อของ WLFI ขึ้นมาอยู่ในเรดาร์ของนักลงทุนสถาบันทั่วโลกในฐานะโครงการที่มี ‘ผู้สนับสนุนระดับองค์กร’ อย่างชัดเจน วาทกรรมหลักคือการเร่งสร้าง “ระบบนิเวศการเงินบนบล็อกเชน” แต่หากมองจากตลาดบิตคอยน์แล้ว ผลกระทบยังจำกัด ราคาบิตคอยน์วันนั้นขยับขึ้นเพียง 0.23% และในกรอบสัปดาห์เพิ่มขึ้น 0.9% เท่านั้น
ทิศทาง WLFI ชัดเจนยิ่งขึ้นในวันที่ 17 กรกฎาคม 2025 เมื่อผู้ถือโทเคนลงคะแนนเห็นชอบอย่างท่วมท้นต่อข้อเสนอให้โทเคน ‘เข้าสู่สถานะซื้อขายได้เต็มรูปแบบ’ จากเดิมที่จำกัดให้เป็นลักษณะปิดมากกว่าเปิด การตัดสินใจดังกล่าวเปิดทางให้เกิดตลาดรองขนาดใหญ่ แต่กลายเป็นว่าความคาดหวังรอบ WLFI ไม่ได้ทะลักออกไปสู่ตลาดคริปโตวงกว้าง ‘บิตคอยน์’ ในวันที่ 18 กรกฎาคม ร่วง 0.86% และอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมาก็อ่อนตัวเพิ่มอีกราว 2%
จากนั้นในวันที่ 1 กันยายน 2025 WLFI เริ่มเทรดบนกระดานใหญ่หลายแห่ง รวมถึงไบแนนซ์ นักลงทุนรอบแรกถูกจำกัดให้ขายได้เพียง 20% ของโทเคนที่ถืออยู่ ขณะที่สำนักข่าวการเงินอย่าง ‘แบรอนส์(Barron’s)’ รายงานว่าทรัมป์และลูกชายคนโตอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์(Donald Trump Jr.) ในฐานะผู้ก่อตั้งโครงการ ถูกล็อกไม่ให้เทขายโทเคนก้อนใหญ่ทันที ช่วงเริ่มเปิดซื้อขาย แม้โทเคน WLFI จะถูกจำกัดการโอนในช่วงแรกของการขาย แต่เมื่อช่องทางเทรดเปิดเต็มรูปแบบก็กลายเป็น ‘ตลาดรองขนาดใหญ่’ ที่พิสูจน์ว่าเพียงชื่อ ‘ทรัมป์’ ก็เพียงพอจะดึงเม็ดเงินจำนวนมากเข้ามาได้ ตามการประเมินของหลายฝ่าย ‘บิตคอยน์’ วันเริ่มเทรด WLFI ปรับขึ้น 1.8% และในกรอบสัปดาห์เพิ่มขึ้น 1.96%
อย่างไรก็ตาม ‘น้ำหนักของคำพูด’ ดูจะลดลง เมื่อเทียบกับการตอบสนองของตลาดต่อปัจจัยมหภาคอื่นๆ ตัวอย่างคือเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2025 ทรัมป์ประกาศที่ไมอามีว่าอยากเห็นสหรัฐกลายเป็น “มหาอำนาจบิตคอยน์” และ “เมืองหลวงของคริปโตโลก” โดยเลือกส่งสารจากเมืองที่เคยใช้จัดงานประชุมบิตคอยน์ใหญ่สมัยเป็นผู้สมัครประธานาธิบดีในปี 2024 แต่ตลาดกลับตอบรับแบบเย็นชา ‘บิตคอยน์’ ปรับตัวลง 1.8% ในวันถัดมา และลดลงอีก 1.5% เมื่อมองในกรอบสัปดาห์ หนึ่งในตัวถ่วงสำคัญคือข้อเท็จจริงที่ว่ากฎหมาย ‘คลาริตี แอ็กต์(CLARITY Act)’ ซึ่งเป็นกรอบกฎหมายคริปโตฉบับสำคัญ ยังถูกแขวนไว้ในวุฒิสภา สร้างความไม่แน่นอนเชิงกฎเกณฑ์อย่างต่อเนื่อง
เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2026 บนเวทีประชุมเศรษฐกิจโลกที่ดาวอส(WEF) ทรัมป์กลับมาย้ำเรื่อง ‘บทบาทนำของสหรัฐในนโยบายคริปโต’ อีกครั้ง ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์เรื่องเกาะกรีนแลนด์ เขาระบุชัดว่าสหรัฐต้องแน่ใจว่า “จีนจะไม่สามารถครอบงำพื้นที่นี้ได้” แต่หลังจากนั้นทิศทาง ‘บิตคอยน์’ กลับถูกชี้นำด้วยปัจจัยมหภาคอย่างภาษีและความตึงเครียดด้านการค้ามากกว่า สัปดาห์ถัดมาราคาบิตคอยน์ร่วงลงอีก 6%
จุดเปลี่ยนสำคัญในเชิงกฎหมายเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2026 ศาลสูงสหรัฐมีคำตัดสินในคดี ‘ลาร์นิง รีซอร์ตเซส โวลต์ ทรัมป์(Learning Resources v. Trump)’ ว่าทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตในการออกภาษีบางส่วน อิงกฎหมายอำนาจเศรษฐกิจระหว่างประเทศภาวะฉุกเฉินปี 1977 (IEEPA) ทำให้มาตรการภาษีที่อาศัยฐานกฎหมายนี้หลายรายการถูกมองว่า ‘แทบไร้ผล’ ในเชิงบังคับใช้ ประธานาธิบดีทรัมป์แสดงความไม่พอใจต่อคำวินิจฉัย แต่แทนที่จะถอยกลับเลือกเดินเกมใหม่ โดยหันไปใช้กฎหมายการค้าปี 1974 (Trade Act of 1974) เป็นฐานในการประกาศ ‘ภาษี 10% สำหรับทั้งโลก’ รอบล่าสุด
ความพยายามเลี่ยงดาบศาลของทรัมป์ผ่านฐานกฎหมายใหม่ทำให้ ‘ความเสี่ยงเชิงนโยบาย’ กลับมากดดันตลาดหนักอีกครั้ง ‘บิตคอยน์’ ร่วง 0.77% ในวันถัดจากคำตัดสิน และในช่วงเวลาที่รายงานข่าวฉบับนี้ถูกเขียน ราคายังอ่อนตัวรวมราว 1.3% เคลื่อนไหวในกรอบ ‘ไซด์เวย์’ ที่นักลงทุนต้องคอยชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงนโยบายกับปัจจัยพื้นฐานระยะยาว
ในมุมหนึ่ง ความเคลื่อนไหวรอบ ‘เวิลด์ ลิเบอร์ตี ฟอรั่ม(World Liberty Forum)’ ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2026 ที่มาร์อะลาโก(Mar-a-Lago) ฟลอริดา ซึ่งเวิลด์ ลิเบอร์ตี ไฟแนนเชียลเป็นเจ้าภาพ ก็สะท้อนการเปลี่ยนท่าทีของวอลล์สตรีทต่อคริปโตอย่างชัดเจน มีรายงานว่าผู้บริหารระดับสูงจากหลายสถาบัน เช่น เดวิด โซโลมอน(David Solomon) ซีอีโอของโกลด์แมน แซคส์(GS) และ จางเฝิง จ้าว หรือ “ซีแซด(Changpeng ‘CZ’ Zhao)” ผู้ร่วมก่อตั้งไบแนนซ์ ต่างเดินทางเข้าร่วม เจนนี จอห์นสัน(Jenny Johnson) ซีอีโอจากแฟรงกลิน เทมเพิลตัน พูดถึงอนาคตที่บล็อกเชนจะเชื่อมกับการเงินดั้งเดิม (TradFi) อย่างแนบแน่น ขณะที่ลูกชายคนกลางของทรัมป์อย่าง เอริก ทรัมป์(Eric Trump) หยิบประสบการณ์ที่ครอบครัวเคยถูกสถาบันการเงิน ‘กันออกจากระบบ’ ในอดีตมาชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนบรรยากาศในวันนี้ ‘บิตคอยน์’ ขยับขึ้น 1.3% ในวันถัดมา แต่ในกรอบสัปดาห์ยังติดลบ 0.87% แสดงให้เห็นว่ากระแสผลักดันจาก ‘จุดข่าว’ ยังไม่สามารถเปลี่ยนแนวโน้มหลักได้
‘ความคิดเห็น’ หากมองย้อนประวัติศาสตร์คริปโต ตลาดเคยตอบสนองอย่างรุนแรงต่อคำพูดของบุคคลทรงอิทธิพลอยู่หลายครั้ง ตัวอย่างคลาสสิกคือกรณีของ อีลอน มัสก์(Elon Musk) ซีอีโอเทสลา(TSLA) ที่เพียงแค่เพิ่มคำว่า ‘#bitcoin’ ในโปรไฟล์ X (ทวิตเตอร์เดิม) ก็ทำให้ราคาบิตคอยน์พุ่งแรงในปี 2021 เหตุการณ์ลักษณะนี้ทำให้คริปโตถูกตราหน้าว่าเป็นตลาดที่ ‘อ่อนไหวเกินไปต่อทวีตและความเห็นสั้นๆ’
แต่ในปัจจุบัน นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าคำพูดของประธานาธิบดีทรัมป์เกี่ยวกับคริปโตไม่ได้สร้าง ‘แรงสั่นสะเทือนแบบฉับพลัน’ ได้เท่ากับอดีตอีกแล้ว หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือ อุตสาหกรรมคริปโตกำลังถูกดูดเข้าสู่ระบบการเงินกระแสหลักของสหรัฐอย่างรวดเร็ว ทั้งผ่านกองทุน ETF, โครงสร้างพื้นฐานการดูแลทรัพย์สินดิจิทัล และการเข้ามามีส่วนร่วมของสถาบันยักษ์ใหญ่ เมื่อคริปโตถูก ‘สถาบันการเงิน’ ครอบคลุมมากขึ้น พฤติกรรมราคาก็เริ่มคล้ายสินทรัพย์ในตลาดทุนทั่วไปที่ตอบสนองต่อ ‘ปัจจัยมหภาค’ อย่างดอกเบี้ย นโยบายภาษี การค้าโลก และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ มากกว่าจะพุ่งขึ้นหรือลงเพียงเพราะคำพูดของคนคนเดียว
ในบริบทนี้ ภาษีนำเข้าจึงกลายเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะเป็นปัจจัยที่ ‘เพิ่มความไม่แน่นอน’ ต่อเศรษฐกิจจริง กระตุ้นเงินเฟ้อโดยเฉพาะสินค้านำเข้า และกดดันภาพรวมการเติบโต ซึ่งโดยทั่วไปเป็นสัญญาณลบต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง ‘บิตคอยน์’ และคริปโตอื่นๆ ‘ความคิดเห็น’ จึงเริ่มมีน้ำหนักมากขึ้นว่า แม้ข้อความเชิงบวกของทรัมป์ต่อคริปโตจะช่วยสร้างกระแสคาดหวังระยะสั้นได้ แต่เมื่อเทียบกับแรงกดจากปัจจัยมหภาคอย่างภาษีและความตึงเครียดด้านการค้าแล้ว อิทธิพลของ ‘คำพูด’ มีแนวโน้มถูกกลบมากขึ้นเรื่อยๆ และในรอบวัฏจักรปัจจุบัน สิ่งที่เขย่าตลาดแรงที่สุดจึงอาจไม่ใช่การประกาศว่า “สหรัฐจะเป็นมหาอำนาจบิตคอยน์” แต่เป็นตัวเลข ‘ภาษีนำเข้า’ ที่ออกจากทำเนียบขาวมากกว่า
ความคิดเห็น 0