Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

วุฒิสภาสหรัฐเบรกดอลลาร์ดิจิทัล CBDC ถึงปี 2030 ดันสเตเบิลคอยน์–บิตคอยน์(BTC) ขึ้นแท่นสนามหลัก

สภาสูงสหรัฐเดินหน้าผลักดันกฎหมาย ‘สกัด’ การออกสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง หรือ CBDC แบบ ‘ค้าปลีก’ (retail) โดยตรงของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ทำให้แนวคิด ‘ดอลลาร์ดิจิทัล’ สำหรับประชาชนทั่วไปถูกปิดทางชั่วคราวไปจนถึง ‘ปี 2030’ แม้จะยังเว้นช่องให้ถกเถียงกันต่อในระยะยาว

‘21st Century ROAD to Housing Act’ ที่วุฒิสภาพิจารณาอยู่ในขณะนี้ ถูกนำเสนอในฐานะกฎหมายชุดใหญ่เพื่อช่วยลดภาระ ‘ราคาที่อยู่อาศัย’ และค่่าเช่าบ้าน ด้วยการเพิ่มซัพพลายและปรับปรุงระบบการเงินด้านที่อยู่อาศัย แต่ใน Title X ของร่างกฎหมายกลับซ่อน ‘ระเบิดเวลา’ ด้านการเงินไว้ นั่นคือข้อเสนอแก้ไข ‘กฎหมายธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve Act)’ เพื่อห้ามเฟดออกและให้บริการ ‘ดอลลาร์ดิจิทัล(CBDC)’ กับประชาชนทั่วไปในรูปแบบค้าปลีกโดยตรง

ตามรายงานต่างประเทศเมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) ข้อความร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกเปิดเผยโดย ทิม สก็อตต์(Tim Scott) ประธานคณะกรรมาธิการการธนาคารของวุฒิสภา และ เอลิซาเบธ วอร์เรน(Elizabeth Warren) แกนนำเดโมแครตในคณะกรรมาธิการเดียวกัน การที่สองแกนนำการเมืองซึ่งมักเห็นต่างกันอย่างชัดเจนในประเด็นกำกับดูแลการเงิน กลับมาร่วมลงชื่อในเอกสารฉบับเดียวกัน ถูกมองว่าเป็น ‘สัญญาณการประนีประนอม’ ที่ไม่ธรรมดา

สาระสำคัญของข้อห้ามในร่างกฎหมายครอบคลุมกว้างเป็นพิเศษ ไม่เพียงห้ามเฟดออก ‘ดอลลาร์ดิจิทัล’ แล้วจัดสรรให้ประชาชนใช้เองโดยตรง แต่ยังปิดทางโมเดลที่ใช้ ‘สถาบันการเงินตัวกลาง’ เช่น ธนาคารพาณิชย์ เป็นช่องทางให้บริการดอลลาร์ดิจิทัลแทนเฟดอีกชั้นหนึ่ง นอกจากนี้ยังรัดกุมไปถึงสินทรัพย์ที่มีลักษณะคล้าย CBDC แต่เปลี่ยนชื่อหรือโครงสร้างเพียงเล็กน้อย หรือที่อาจเรียกว่า ‘ยูสาคาร์บอน CBDC’ เพื่อกันไม่ให้ใช้ชื่อต่างแต่ทำหน้าที่เสมือน ‘ดอลลาร์ดิจิทัล’ ที่รัฐค้ำประกันอยู่ดี

ในด้านนิยาม ร่างกฎหมายกำหนดให้ ‘CBDC’ หมายถึง ‘สินทรัพย์ดิจิทัลที่อ้างอิงมูลค่าเป็นดอลลาร์สหรัฐ (dollar-denominated) ออกในฐานะ ‘หนี้สินโดยตรง (direct liability)’ ของเฟด และเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงและใช้งานได้อย่างกว้างขวาง’ พูดง่ายๆ คือเล็งเป้าตรงไปที่ ‘ดอลลาร์ดิจิทัล’ ที่รัฐบาลออก เฟดเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง และประชาชนใช้จ่าย–ถือครองได้ในชีวิตประจำวัน

นิยามนี้ช่วย ‘ขีดเส้น’ แยก CBDC ออกจาก ‘สเตเบิลคอยน์’ และ ‘คริปโทเคอร์เรนซี’ ภาคเอกชนอื่นอย่างชัดเจน เพราะแม้สเตเบิลคอยน์จำนวนมากจะอ้างอิงค่าเท่าดอลลาร์ แต่โดยโครงสร้างแล้วถือเป็น ‘หนี้สินของเอกชนผู้ออก’ ไม่ใช่หนี้ของเฟด ส่วน บิตคอยน์(BTC) หรือเหรียญคริปโตอื่นๆ ก็ไม่ได้เป็นหนี้สินของธนาคารกลางใดเลย แหล่งข่าวชี้ว่าตลาดรับรู้มานานแล้วว่า บิตคอยน์(BTC) และสินทรัพย์ดิจิทัลภาคเอกชนเคลื่อนไหวบน ‘ราง’ ที่ต่างไปจาก ‘เงินดิจิทัลของรัฐ’ ทำให้การออกแบบนิยามแบบนี้ถูกใช้เป็น ‘ฐานเหตุผล’ ให้กับข้อห้ามใหม่

ร่างกฎหมายยังเปิดช่อง ‘ข้อยกเว้น’ สำหรับสกุลเงินดิจิทัลบางประเภท โดยระบุว่า ‘สกุลเงินดิจิทัลที่มีคุณสมบัติแบบ ‘เปิด (open)–ไม่ต้องขออนุญาต(permissionless)–เป็นส่วนตัว(private)’ และให้การคุ้มครองความเป็นส่วนตัวในระดับใกล้เคียงเงินสด’ สามารถไม่ถูกจัดเป็น CBDC ตามข้อห้ามนี้ได้ นักวิเคราะห์ต่างประเทศมองว่า ข้อยกเว้นดังกล่าวสะท้อนความพยายาม ‘แยกเป้า’ คือมุ่งจำกัด CBDC ในมือรัฐบาล ขณะเดียวกันก็หลีกเลี่ยงไม่ให้การกำกับดูแลไป ‘บีบ’ นวัตกรรมการชำระเงินของภาคเอกชนจนเกินไป

อย่างไรก็ดี ข้อห้าม CBDC ครั้งนี้ไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็น ‘กำแพงตลอดกาล’ ร่างกฎหมายกำหนดชัดว่ามาตรการห้ามเฟดออกและให้บริการ ‘ดอลลาร์ดิจิทัลค้าปลีก’ จะหมดอายุลงอัตโนมัติในวันที่ 31 ธันวาคม 2030 หรือก็คือเป็นเพียง ‘ข้อห้ามชั่วคราว’ แบบมี ‘sunset clause’ ติดมาด้วย หากสภาคองเกรสไม่ออกกฎหมายใหม่มาก่อนวันดังกล่าว การถกเถียงเรื่องการเปิดใช้ ‘ดอลลาร์ดิจิทัล’ สำหรับประชาชนทั่วไปสามารถถูกหยิบกลับมาพิจารณาใหม่ในเชิงกฎหมายได้อีกครั้ง

ในมุมของธนาคารกลางสหรัฐเอง เฟดเคยประกาศซ้ำหลายครั้งว่า ‘จะไม่ออกสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) หากไม่ได้รับมอบอำนาจอย่างชัดเจนจากสภาคองเกรส’ ดังนั้นในทางเทคนิค ร่างกฎหมายนี้จึงเป็นการ ‘ยกระดับ’ จุดยืนที่เฟดเคยระบุไว้แล้ว ให้กลายเป็น ‘ข้อบังคับตามกฎหมาย’ มากกว่าจะเป็นการ ‘เปลี่ยนทิศ’ นโยบายโดยตรง อย่างไรก็ตาม การที่ ‘หลักการไม่ออก CBDC โดยไม่มีไฟเขียวจากสภา’ ถูกตราเป็นกฎหมาย ก็ช่วยเพิ่ม ‘ความชัดเจนด้านทิศทางนโยบาย’ ให้ตลาด และทำหน้าที่เป็น ‘เบรกฉุกเฉิน’ ป้องกันไม่ให้โครงการดอลลาร์ดิจิทัลเร่งตัวทันทีเพียงเพราะการเปลี่ยนทำเนียบขาวหรือโครงสร้างสภา

ในเชิงผลกระทบที่กว้างกว่า ‘ความคิดเห็น’ มองได้ว่าการหยุดชั่วคราว CBDC จนถึงปี 2030 อาจยิ่งผลักให้ ‘สินทรัพย์ดิจิทัลภาคเอกชน’ ตั้งแต่ สเตเบิลคอยน์ ไปจนถึง บิตคอยน์(BTC) และโปรโตคอลการชำระเงินแบบใหม่ ๆ กลายเป็นสนามแข่งขันหลักในการพัฒนา ‘ดอลลาร์ดิจิทัลในทางปฏิบัติ’ แทนเงินดิจิทัลของรัฐ ยิ่งเมื่อมองผ่านอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบันที่ 1 ดอลลาร์ = 1,502.30 วอน การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ‘โครงข่ายชำระเงินดิจิทัล’ และระบบการเงินที่ผูกกับดอลลาร์ก็อาจส่งผลระยะกลาง–ยาวต่อผู้ลงทุนต่างชาติ รวมถึงนักลงทุนไทยผ่านช่องทางต่างๆ

ภายในกรอบเวลาจนถึงปลายปี 2030 สมรภูมิหลักจะอยู่ที่ ‘กติกาใหม่ของสเตเบิลคอยน์’ การแข่งขันของโครงข่ายชำระเงินดิจิทัล และการหาจุดสมดุลระหว่าง ‘ความเป็นส่วนตัว’ กับ ‘การกำกับดูแล’ ว่าจะลงเอยอย่างไร ท้ายที่สุด เส้นแบ่งระหว่าง ‘คริปโทเคอร์เรนซีภาคเอกชน’ กับ ‘ระบบการเงินดั้งเดิม’ อาจถูกวาดใหม่อีกครั้ง เมื่อสภาคองเกรสต้องตัดสินว่าจะปล่อยให้ ‘ดอลลาร์ดิจิทัลแบบรัฐค้ำ’ กลับเข้าสู่สนามหรือไม่หลังปี 2030

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1