Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

อีเธอเรียม(ETH) พุ่งแรง 10% ทะลุ 2,300 ดอลลาร์ สัญญาณเงินสถาบัน-โรเตชันจากบิตคอยน์หนุนขาขึ้นใหม่

อีเธอเรียม(ETH) กลับมารับบท ‘ตัวเอก’ ของตลาดคริปโตในการดีดตัวขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางบรรยากาศฟื้นตัวของตลาดคริปโตเคอร์เรนซี หลังถูกเทขายต่อเนื่องหลายเดือนจนทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น ตอนนี้เริ่มเห็นสัญญาณว่าเม็ดเงินกำลังไหลกลับเข้าสู่ ‘อีเธอเรียม(ETH)’ อีกครั้ง กระแสการมองตลาดจึงเริ่มขยับจาก ‘บิตคอยน์(BTC)’ มาสู่กลุ่ม ‘อัลต์คอยน์’ มากขึ้น

ในวันดังกล่าว ราคาอีเธอเรียมพุ่งขึ้นมากกว่า 10% ภายใน 24 ชั่วโมง แตะจุดสูงสุดในรอบ 6 สัปดาห์ และทะลุระดับ 2,300 ดอลลาร์ (ราว 3.426 ล้านบาท) ได้สำเร็จ เมื่อเทียบกับบิตคอยน์ที่ขึ้นมาเพียงราว 3% ในช่วงเวลาเดียวกัน จะเห็นได้ชัดว่าจังหวะการปรับตัวขึ้นของ ‘อีเธอเรียม(ETH)’ แข็งแรงกว่ามาก ขณะที่ดัชนี CoinDesk 20 ซึ่งสะท้อนภาพรวมตลาดคริปโต ปรับขึ้นราว 5% เท่านั้น ทำให้หลายฝ่ายมองว่า การเคลื่อนไหวรอบนี้เป็น ‘การเปลี่ยนโมเมนตัม’ ที่เกิดขึ้นรอบตัวอีเธอเรียมเป็นหลัก

แม้จะดีดตัวแรง แต่อีเธอเรียมยังซื้อขายกันต่ำกว่าจุดสูงสุดเมื่อเดือนสิงหาคมปีก่อนมากกว่า 50% และในช่วงที่ตลาดเข้าสู่ภาวะ ‘หน้าหนาวคริปโต’ ราคาเคยร่วงลงไปจากจุดสูงสุดมากถึง 65% ด้วยซ้ำ จึงยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่านี่คือการกลับตัวเป็นขาขึ้นรอบใหม่เต็มตัว อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม ราคาเริ่มทรงตัวดีขึ้นต่อเนื่อง และที่สำคัญคือกระแสเงินลงทุนจากสถาบันกำลังค่อยๆ กลับมาในทิศทางที่เป็นบวก ซึ่งเป็นปัจจัยที่ตลาดกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด

‘ความคิดเห็น’ ปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่น สินค้าการลงทุนแบบสถาบันและการมองอีเธอเรียมเป็นสินทรัพย์ในงบดุลบริษัท กำลังสร้าง “ฐานรองรับ” ให้กับราคา แม้จะยังไม่เพียงพอสำหรับการยืนยันขาขึ้นใหญ่ แต่ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่ต่างจากรอบรีบาวด์สั้นๆ ในอดีต

‘ETF อีเธอเรียม’ ดูดเม็ดเงินแรง – สินค้า ‘สเตกกิง’ จุดกระแสใหม่

เม็ดเงินจากสถาบันเริ่มสะท้อนชัดผ่าน ‘กองทุน ETF อีเธอเรียมแบบสปอต’ ข้อมูลจากโซโซแวลู(SoSoValue) ระบุว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา กองทุน ETF อีเธอเรียมแบบถือครองเหรียญจริงในสหรัฐ มีเงินไหลเข้ารวมกันมากกว่า 160 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.384 พันล้านบาท) ซึ่งเป็นระดับการไหลเข้ารายสัปดาห์ที่แรงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมกราคม สะท้อนว่าเม็ดเงินที่เคยเทเข้าบิตคอยน์อย่างหนักในช่วงต้นปี เริ่ม ‘กระจายความเสี่ยง’ มายังอีเธอเรียมมากขึ้น

ด้านยักษ์ใหญ่จัดการสินทรัพย์ระดับโลกอย่าง แบล็คร็อก(BlackRock) ก็เข้ามาเติมเชื้อไฟให้กับกระแสนี้ ด้วยการเปิดตัว ETF ‘ETHB’ ที่สร้างผลตอบแทนจาก ‘การสเตกกิงอีเธอเรียม’ โดยตรง ตามข้อมูลจากฟาร์ไซด์ อินเวสเตอร์ส(Farside Investors) กองทุนดังกล่าวมีเงินไหลเข้ามากกว่า 45 ล้านดอลลาร์ (ราว 670 ล้านบาท) ภายในเพียงสองวันทำการแรกหลังเริ่มซื้อขายในตลาด และยังมีเม็ดเงินลงทุนตั้งต้น (seed investment) อีกประมาณ 104 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.549 พันล้านบาท) เข้ามาเสริมกองทุนตั้งแต่เริ่มต้น

‘สเตกกิง’ คือการนำเหรียญอีเธอเรียมไปล็อกไว้ในเครือข่าย เพื่อช่วยตรวจสอบและยืนยันธุรกรรมบนบล็อกเชน แลกกับผลตอบแทนเป็นเหรียญใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นมา รูปแบบนี้จึงมีลักษณะคล้าย ‘ดอกเบี้ย’ หรือ ‘กระแสเงินสดประจำ’ ในมุมมองของนักลงทุนสายการเงินดั้งเดิม ทำให้ ‘ETF อีเธอเรียม(ETH) ที่มีสเตกกิง’ กลายเป็นสินค้าที่ตอบโจทย์สถาบันที่ต้องการรายได้ประจำควบคู่ไปกับโอกาสจากการปรับขึ้นของราคาเหรียญ

‘ความคิดเห็น’ การมี ETF ที่ผูกกับรายได้สเตกกิงอย่างเป็นระบบ เปิดทางให้เม็ดเงินสถาบันไหลเข้ามาทำ ‘ยิลด์บนอีเธอเรียม’ อย่างถูกกฎเกณฑ์และโปร่งใสมากขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็น ‘ตัวเปลี่ยนเกม’ ในการทำให้อีเธอเรียมถูกมองเป็นสินทรัพย์ให้ผลตอบแทนประจำ ใกล้เคียงกับพันธบัตรหรือหุ้นปันผลในโลกการเงินเดิม

ดีมานด์จากฝั่งบริษัทเอกชนหนุน – BitMine กวาดซื้อ 122,000 ETH ใน 2 สัปดาห์

ฝั่งบริษัทเอกชนเองก็เริ่มใช้อีเธอเรียมเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ ‘ทรัพย์สินในงบดุล’ หรือ ‘เทรเชอรี’ มากขึ้น โดยเฉพาะบริษัทที่มุ่งเน้นการถืออีเธอเรียมเป็นหลัก หนึ่งในนั้นคือ บิตไมน์(BitMine, BMNR) ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในบริษัทที่ถือครองอีเธอเรียมรายใหญ่ที่สุดในสายกลยุทธ์นี้

ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานว่าบิตไมน์เข้าซื้ออีเธอเรียมเพิ่มประมาณ 122,000 ETH หากคิดตามราคาในตลาดปัจจุบัน มูลค่ารวมจะสูงกว่า 280 ล้านดอลลาร์ (ราว 4.171 พันล้านบาท) เลยทีเดียว

ฝั่งนักวิเคราะห์มองว่า การเข้าซื้อในปริมาณมากเช่นนี้ สามารถทำหน้าที่เป็น ‘ดีมานด์เสริม’ ที่ช่วยประคองราคาตลาดในระยะสั้นได้อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนจากราคาหุ้นของบิตไมน์ที่พุ่งขึ้น 13.6% ในวันเดียว ขณะที่อีกหนึ่งบริษัทที่ถูกจับตามองในฐานะผู้เล่นสายเทรเชอรีอีเธอเรียมอย่าง ชาร์ปลิงก์ เกมิง(Sharplink Gaming, SBET) ก็ปิดตลาดบวก 9.1%

‘ความคิดเห็น’ รูปแบบการถือครองคริปโตเป็นทรัพย์สินในงบดุลบริษัท เริ่มเดินรอยตามบิตคอยน์ในช่วงก่อนหน้า และหากอีเธอเรียมถูกใช้ในลักษณะนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ก็อาจกลายเป็นกลุ่ม ‘ผู้ซื้อประจำ’ ที่ช่วยพยุงราคาในยามตลาดผันผวน คล้ายกับบทบาทของบริษัทมหาชนที่เข้าถือบิตคอยน์ในช่วงหลัง

สัญญาณ ‘โรเตชัน’ จากบิตคอยน์สู่ ‘อีเธอเรียมและอัลต์คอยน์’ เริ่มชัด

ฝั่งผู้เชี่ยวชาญจำนวนไม่น้อยมองว่าการดีดตัวรอบนี้ อาจเป็นสัญญาณของ ‘โรเตชัน(rotation)’ หรือการสลับเป้าหมายการลงทุนจากบิตคอยน์ ไปสู่อีเธอเรียมและอัลต์คอยน์ตัวอื่นๆ โจเอล ครูเกอร์(Joel Kruger) นักกลยุทธ์ตลาดจากกลุ่มการเงิน LMAX มองว่า “ความแข็งแกร่งเชิงเปรียบเทียบของอีเธอเรียม บ่งชี้ถึงพลวัตการโรเตชัน” และอธิบายเพิ่มเติมว่า ปัจจัยนี้เชื่อมโยงกับ ‘การพัฒนาเครือข่ายอีเธอเรียม’ รวมถึง ‘ความน่าดึงดูดด้านมูลค่า’ ของสินทรัพย์นอกเหนือจากบิตคอยน์ด้วย

ครูเกอร์ยังชี้ว่า อัตราส่วนราคา ‘ETH/BTC’ ซึ่งใช้วัดความแข็งแกร่งของอีเธอเรียมเมื่อเทียบกับบิตคอยน์ ได้ทะลุกรอบแกว่งตัวสำคัญที่คงอยู่มาตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมขึ้นมาแล้ว เขามองว่าการเบรกขึ้นดังกล่าวอาจเป็นจุดเริ่มต้นของ “การสร้างฐานราคาที่สำคัญในคู่เทรด ETHBTC”

ด้าน อดัม แซวิลล์ บราวน์(Adam Saville Brown) ผู้ดูแลสายการค้าเชิงพาณิชย์ของ เทสเซอแร็คต์กรุ๊ป(Tesseract Group) ให้ความเห็นว่า “การทำผลงานได้เหนือกว่าตลาดของอีเธอเรียมถือว่าน่าจับตา” พร้อมเสริมว่า การที่ราคา ETH สามารถกลับมายืนเหนือ 2,200 ดอลลาร์ (ราว 3.277 ล้านบาท) ได้อีกครั้ง หลังจากซบเซามาหลายสัปดาห์ “สะท้อนว่าความต้องการเสี่ยงกำลังขยายตัวออกไปยังสินทรัพย์อื่นในตลาดโดยรวม ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ค่อนข้างแข็งแรง”

อย่างไรก็ดี บราวน์เตือนว่าความอ่อนไหวต่อปัจจัยมหภาคยังไม่หายไปไหน เขาระบุว่า หากประธานเฟดอย่าง เจย์ พาวเวล(Jerome Powell) ยังคงใช้โทนระมัดระวังเรื่อง ‘เงินเฟ้อ’ ต่อไป มีโอกาสสูงที่ราคาอัลต์คอยน์จะถูกเทขายปรับฐานแรงกว่าบิตคอยน์ โดยเขามองว่า “ถึงแม้ระดับราคาปัจจุบันจะดูเหมือนมี ‘พื้น’ รองรับที่ค่อนข้างแข็งแรง แต่การจะทะลุแนวต้านด้านบนขึ้นไปได้นั้น ต้องการปัจจัยบวกมากกว่าการ ‘คงดอกเบี้ย’ เพียงอย่างเดียว”

สุดท้าย ตลาดจะตัดสินว่าการดีดตัวครั้งนี้ของ ‘อีเธอเรียม(ETH)’ จะพัฒนาไปสู่ ‘เทรนด์ขาขึ้นระยะยาว’ หรือเป็นเพียงการรีบาวด์ทางเทคนิคระยะสั้น ปัจจัยชี้ขาดสำคัญจะอยู่ที่ ‘ความต่อเนื่องของกระแสเงินไหลเข้า ETF อีเธอเรียม’, ‘แรงซื้อฝั่งบริษัทที่ใช้กลยุทธ์เทรเชอรีอีเธอเรียม’ และ ‘ทิศทางคำพูดของเฟดรวมถึงภาพรวมเศรษฐกิจโลก’ ที่จะกำหนดบรรยากาศความเสี่ยงในตลาดคริปโตโดยรวมต่อจากนี้ โดยที่สายตานักลงทุนจำนวนมากเริ่มเบนจาก ‘บิตคอยน์(BTC)’ มาจับตา ‘อีเธอเรียม(ETH)’ อย่างใกล้ชิดมากขึ้นแล้วในเวลานี้

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1