อุตสาหกรรมคริปโตในสหรัฐเริ่มเคลื่อนไหวร่วมกันเพื่อผลักดันความชัดเจนด้านกฎเกณฑ์ของ ‘ดีไฟ(DeFi)’ หลังองค์กรที่เกี่ยวข้องมากกว่า 30 แห่งยื่นจดหมายร่วมถึงสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ หรือ SEC โดยเรียกร้องให้หน่วยงานออก ‘กฎอย่างเป็นทางการ’ เพื่อแยกผู้ให้บริการเครื่องมือแบบไม่รับฝากสินทรัพย์และผู้มีส่วนร่วมในโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชน ออกจากนิยามของนายหน้าแบบดั้งเดิม แทนการพึ่งพาเพียงแนวทางตีความชั่วคราว
เมื่อวันที่ 21 ตามข้อมูลของ เม็กซ์ซี เวนเจอร์ส(MEXC Ventures) กลุ่มผู้เล่นในอุตสาหกรรมที่นำโดยกองทุนด้านการศึกษาเกี่ยวกับดีไฟได้ยื่นหนังสือร่วมต่อ SEC เพื่อขอให้กำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่า ใครคือ “ตัวกลางในตลาด” และใครเป็นเพียง “ผู้ให้บริการเทคโนโลยี” ประเด็นนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของข้อถกเถียงที่ยืดเยื้อในตลาดคริปโตสหรัฐ และเกี่ยวข้องโดยตรงกับอนาคตของ ‘ดีไฟ(DeFi)’ ในประเทศ
ใจความสำคัญของหนังสือฉบับดังกล่าวคือ การคัดค้านการตีความที่อาจครอบคลุมกว้างเกินไปจนดึงผู้ตรวจสอบธุรกรรม ผู้ให้บริการข้อมูล ผู้ดำเนินงานเครือข่ายสื่อสาร และผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ เข้าไปอยู่ภายใต้หมวด “โบรกเกอร์” แบบเดียวกับตัวกลางทางการเงินดั้งเดิม อุตสาหกรรมมองว่าหากแนวทางนี้ถูกใช้จริง จะเพิ่มต้นทุนด้านกฎหมายและการปฏิบัติตามข้อกำหนดจนกดดันนวัตกรรมของ ‘ดีไฟ(DeFi)’ อย่างมีนัยสำคัญ
รายงานวิจัยของ เม็กซ์ซี เวนเจอร์ส(MEXC Ventures) ระบุว่า แม้ SEC จะแสดงท่าทีเชิงบวกมากขึ้นในช่วงหลัง ด้วยการพยายามแยกเครื่องมือคริปโตบางประเภทที่ไม่รับฝากสินทรัพย์ออกจากบทบาทนายหน้าซื้อขาย แต่การมีเพียงคำแนะนำในระดับเจ้าหน้าที่ ยังไม่เพียงพอสำหรับการสร้างเสถียรภาพทางกฎหมายในระยะยาว อุตสาหกรรมจึงต้องการกรอบกฎเกณฑ์ที่เป็นทางการและมีผลต่อเนื่อง ไม่เปลี่ยนแปลงง่ายตามทิศทางการเมืองหรือการเปลี่ยนผ่านของฝ่ายบริหาร
ประเด็นนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องถ้อยคำทางกฎหมาย แต่เป็นคำถามพื้นฐานต่อโครงสร้างของตลาดคริปโตยุคใหม่ เพราะ ‘ดีไฟ(DeFi)’ ถูกออกแบบมาให้ลดบทบาทตัวกลางลงอย่างมาก หลายโปรโตคอลไม่มีผู้ดำเนินการส่วนกลางชัดเจน หากนำแนวคิด “นายหน้า” จากตลาดการเงินดั้งเดิมมาใช้แบบตรงตัว ก็อาจเกิดความขัดแย้งระหว่างธรรมชาติของเทคโนโลยีกับความรับผิดชอบทางกฎหมายที่กฎหมายเดิมพยายามบังคับใช้
กลุ่มอุตสาหกรรมจึงเสนอให้ SEC ใช้กรอบกำกับดูแลแบบยึดหลักการ หรือ principle-based framework ที่มีเกณฑ์ชัดเจนและตรวจสอบได้ ว่ากิจกรรมใดเข้าข่ายเป็น “โบรกเกอร์” จริง และกิจกรรมใดเป็นเพียงการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานทางเทคนิค ความแตกต่างนี้สำคัญมาก เพราะหากกฎยังคลุมเครือ นักพัฒนา โปรเจกต์ และบริษัทบล็อกเชนทั้งในและนอกสหรัฐอาจชะลอการเข้าสู่ตลาดสหรัฐจากความกังวลด้านความเสี่ยงทางกฎหมาย
ภายใน SEC เองก็เริ่มมีเสียงสะท้อนในทิศทางเดียวกัน เฮสเตอร์ เพียร์ซ(Hester Peirce) หนึ่งในกรรมาธิการของ SEC เคยกล่าวแยกต่างหากว่า นิยาม broker-dealer ในปัจจุบันควรถูกปรับให้สอดรับกับเทคโนโลยีแบบกระจายศูนย์มากขึ้น เธอเตือนว่ากฎเดิมอาจจัดประเภทผู้พัฒนาซอฟต์แวร์และผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานผิดจากความเป็นจริง ความเห็นลักษณะนี้ถูกมองว่าเป็นสัญญาณสำคัญว่าการถกเถียงเรื่อง ‘ดีไฟ(DeFi)’ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่นอกหน่วยงานกำกับ แต่กำลังได้รับการพิจารณาในระดับนโยบายภายในเช่นกัน
ผลกระทบของความไม่แน่นอนด้านกฎเกณฑ์เห็นได้ชัดในทางปฏิบัติ ตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบโปรเจกต์บล็อกเชน การตัดสินใจว่าจะเปิดให้บริการในสหรัฐหรือไม่ โครงสร้างการหมุนเวียนของโทเคน ไปจนถึงวิธีที่ผู้ใช้งานเข้าถึงโปรโตคอลต่าง ๆ สำหรับผู้พัฒนา ‘ดีไฟ(DeFi)’ ความเสี่ยงไม่ได้อยู่แค่ค่าปรับหรือคดีความ แต่รวมถึงความจำเป็นในการปรับโครงสร้างผลิตภัณฑ์ทั้งระบบเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตีความว่าเป็นตัวกลางทางการเงิน
อุตสาหกรรมยังโต้แย้งด้วยว่า การปฏิบัติต่อซอฟต์แวร์แบบไม่รับฝากสินทรัพย์และผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานเหมือนกับนายหน้าทางการเงิน อาจไม่ได้ช่วยคุ้มครองนักลงทุนได้ดีขึ้นเสมอไป ตรงกันข้าม เกณฑ์ที่ไม่ชัดเจนอาจผลักผู้เล่นบางส่วนออกจากระบบที่มองเห็นได้ ทำให้กิจกรรมย้ายไปอยู่นอกสหรัฐหรืออยู่ในพื้นที่ที่กำกับดูแลได้ยากกว่าเดิม “ความคิดเห็น” มุมมองนี้สะท้อนความกังวลว่า กฎที่คลุมเครืออาจให้ผลลัพธ์ตรงข้ามกับเป้าหมายของการคุ้มครองผู้ลงทุน
ประเด็นนี้ยังเชื่อมโยงกับการแข่งขันเชิงนโยบายในระดับโลกด้วย ขณะที่สหภาพยุโรปเดินหน้าวางกรอบกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้กฎหมาย MiCA หลายประเทศเริ่มพยายามหาจุดสมดุลใหม่ระหว่างเทคโนโลยีแบบกระจายศูนย์กับกฎการเงินเดิม หาก SEC ตัดสินใจออกกฎที่เป็นทางการเพื่อแยกผู้ให้บริการเครื่องมือแบบไม่รับฝากสินทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐานออกจากนิยามโบรกเกอร์ได้สำเร็จ ก็มีโอกาสที่แนวทางดังกล่าวจะกลายเป็นจุดอ้างอิงสำคัญของการกำกับดูแลคริปโตในต่างประเทศด้วย
สำหรับบริษัทคริปโตระดับโลก ความชัดเจนจากสหรัฐมีความสำคัญมาก เพราะตลาดสหรัฐยังเป็นหนึ่งในตลาดทุนและตลาดนวัตกรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก การรู้ล่วงหน้าว่ากิจกรรมแบบใดอยู่ภายใต้การกำกับแบบใด ช่วยให้บริษัทวางแผนการปฏิบัติตามกฎ การเข้าตลาด และการจัดการความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำขึ้น นี่จึงไม่ใช่แค่ประเด็นภายในของสหรัฐ แต่เป็นปัจจัยที่อาจกำหนดทิศทางการขยายตัวของ ‘ดีไฟ(DeFi)’ ในระดับสากล
อย่างไรก็ตาม เส้นทางการออกกฎอย่างเป็นทางการไม่ได้ง่าย ขั้นตอนปกติมักต้องเริ่มจากการเผยแพร่ร่างกฎ รับฟังความเห็นสาธารณะ จัดกระบวนการรับฟังจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และผ่านการพิจารณาทางกฎหมายอย่างละเอียด ทำให้ในระยะสั้น SEC อาจเลือกใช้คำชี้แจงเพิ่มเติมหรือแนวทางตีความเสริมไปก่อน ส่วนในระยะกลางถึงยาว การรื้อทบทวนนิยาม “โบรกเกอร์” อย่างจริงจังจึงจะมีโอกาสเกิดขึ้น
ถึงอย่างนั้น หากกฎถูกกำหนดขึ้นอย่างชัดเจนจริง ผลประโยชน์ที่ตามมาอาจมีมากพอจะเปลี่ยนภาพรวมของตลาดได้ ทั้งการลดความผันผวนของการตีความเชิงนโยบาย การเพิ่มความมั่นใจให้นักพัฒนาและนักลงทุน และการทำให้ระบบการปฏิบัติตามกฎของ ‘ดีไฟ(DeFi)’ มีเสถียรภาพมากกว่าเดิม
ท้ายที่สุด จดหมายร่วมครั้งนี้อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการกำกับดูแล ‘ดีไฟ(DeFi)’ ในสหรัฐ เม็กซ์ซี เวนเจอร์ส(MEXC Ventures) ประเมินว่า การแยกเครื่องมือแบบไม่รับฝากสินทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชนออกจากกิจกรรมตัวกลางแบบเดิมอย่างชัดเจน คือเงื่อนไขสำคัญในการรักษาสมดุลระหว่างนวัตกรรมบล็อกเชนกับการคุ้มครองผู้ลงทุน และหาก SEC ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องนี้ด้วยกฎถาวร ผลกระทบก็อาจลามไปไกลกว่าตลาดสหรัฐ สู่ภูมิทัศน์กฎระเบียบคริปโตทั่วโลกด้วยเช่นกัน
ความคิดเห็น 0