ปี 2026 นี้ ปริมาณสภาพคล่องที่ถูกฝากไว้ในตลาดซื้อขายแบบกระจายศูนย์(DEX) กลับมีส่วนใหญ่ที่แทบไม่ได้ถูกนำมาใช้งานจริง สภาพคล่องจำนวนมหาศาลกำลัง ‘นอนนิ่ง’ อยู่ในพูล ทำให้เกิดความ ‘ไม่มีประสิทธิภาพของสภาพคล่อง DEX’ และอาจกลายเป็นต้นทุนโอกาสที่หายไปเป็นเม็ดเงินระดับหลายพันล้านบาทต่อปี
‘1인치’ ว่าจ้างให้แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลออนเชนอย่าง ‘듄 애널리틱스’ จัดทำรายงานเชิงลึกเกี่ยวกับ ‘สภาพคล่องใน DEX’ และพบตัวเลขที่น่าตกใจ เมื่อดูข้อมูลช่วงครึ่งปีแรก 2026 ใน DEX รายใหญ่ พบว่าสภาพคล่องที่ถูกฝากรวมราว 1,840 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.74 แสนล้านวอน หรือราว 2.74 แสนล้านบาทถ้าคิดแบบตัวเลขใกล้เคียง) นั้น มีถึง 85% หรือราว 1,600 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.38 แสนล้านวอน) ที่อยู่ในสถานะ ‘ไม่ถูกใช้งาน’ หรือแทบไม่ช่วยสร้างปริมาณเทรดและค่าธรรมเนียมให้กับผู้ให้สภาพคล่องเลย
รายงานอ้างอิงข้อมูลจาก ‘พูลสภาพคล่องแบบมีการกระจุกตัว (Concentrated Liquidity Pool)’ ของยูนิสวอป(Uniswap), แพนเค้กสวอป(PancakeSwap) และแอร์로드롬(Aerodrome) โดยติดตามการเคลื่อนไหวของสภาพคล่องแบบรายสัปดาห์ ผลที่ได้คือ มีสภาพคล่องเฉลี่ยราว 542 ล้านดอลลาร์ (ราว 8 พัน억วอน) ที่อยู่ในสถานะ ‘out-of-range’ หรืออยู่นอกช่วงราคาที่ตั้งไว้ในแต่ละสัปดาห์ หมายความว่า สภาพคล่องส่วนนี้ไม่ถูกนำไปใช้เป็นคู่คำสั่งซื้อขายจริงในตลาด แม้จะยังอยู่ในระบบดีไฟน์(DeFi) แต่ราคาที่กำหนดทั้งฝั่งซื้อและขายของผู้ให้สภาพคล่องกลับสูงหรือต่ำกว่าราคาตลาดมากเกินไป จนไม่มีใครมาชนคำสั่ง
โครงสร้างของ ‘พูลสภาพคล่องแบบมีการกำหนดช่วงราคา’ ทำงานง่าย ๆ คือ ผู้ให้สภาพคล่องจะเลือกใส่เงินในช่วงราคาหนึ่ง เช่น ระบุว่าให้คู่เทรดอีเธอเรียม(ETH) กับสเตเบิลคอยน์ ทำงานระหว่าง 2,000–2,500 ดอลลาร์ ภายในกรอบนี้ สภาพคล่องจะถูกใช้จับคู่คำสั่งซื้อขายอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดปริมาณเทรดและค่าธรรมเนียม แต่ทันทีที่ราคาตลาดหลุดกรอบ ไม่ว่าจะขึ้นเกิน 2,500 ดอลลาร์ หรือหลุดลงมาต่ำกว่า 2,000 ดอลลาร์ สภาพคล่องที่ถูกวางในกรอบนั้นจะกลายเป็น ‘ทุนว่างงาน’ สร้างผลตอบแทนเป็นศูนย์ทันที จนกว่าผู้ให้สภาพคล่องจะเข้ามาปรับกรอบใหม่ หรือรอให้ราคาตลาดไหลกลับเข้ามาในช่วงเดิม
จากการวิเคราะห์ของ듄 สาเหตุหลักที่ทำให้เกิด ‘ยูทิลิตี้ของสภาพคล่องต่ำ’ ไม่ได้มาจากความผันผวนอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับ ‘ทิศทางของราคา’ โดยตรง หากราคาของสินทรัพย์เคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นขาขึ้นหรือขาลง สภาพคล่องที่ถูกตั้งกรอบไว้แบบไม่ตามตลาดจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นเงินนอนนิ่ง
ตัวอย่างชัดเจนเกิดขึ้นในช่วงที่บิตคอยน์(BTC) ร่วงจากแถว ๆ 9 หมื่นดอลลาร์ลงมาสู่โซน 6 หมื่นดอลลาร์ในเดือนมกราคม ช่วงที่ราคาดิ่งยาว สัดส่วนของสภาพคล่องที่กลายเป็น ‘ยูสไม่ได้’ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากเดิมที่อยู่ในช่วง 25–35% ก็พุ่งขึ้นไปแตะราว 41% ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ นั่นหมายความว่า ผู้ให้สภาพคล่องจำนวนมากตั้งกรอบราคาทิ้งไว้ในโซนสูงเกินไป โดยไม่ได้ขยับตามตลาดที่ปรับตัวลง
รายงานยังชี้ด้วยว่า ยิ่งขนาดของเงินทุนเล็กเท่าไร ความเสี่ยงที่สภาพคล่องจะถูกปล่อยทิ้งไว้ให้อยู่นอกกรอบราคาก็ยิ่งสูงขึ้น ตามข้อมูลพบว่า ‘พอร์ตที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,000 ดอลลาร์’ มีถึง 54% ที่หลุดกรอบและไม่ได้ถูกใช้งาน ขณะที่ ‘พอร์ตขนาดใหญ่ระดับ 1 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป’ กลับมีสัดส่วนทุนที่อยู่นอกกรอบเพียง 26% เท่านั้น สะท้อนว่ารายย่อยหรือผู้ใช้ทั่วไปมีแนวโน้มที่จะ ‘ตั้งแล้วลืม’ มากกว่าสถาบันหรือมืออาชีพที่คอยปรับพอร์ตอย่างสม่ำเสมอ
อย่างไรก็ตาม หากดูในเชิงตัวเงิน ‘ทุนว่างงาน’ จำนวนมากยังคงกระจุกตัวอยู่ในพอร์ตขนาดใหญ่ โดย듄 ระบุว่าเกือบครึ่งหนึ่งของสภาพคล่องที่ไม่ถูกใช้งานทั้งหมด หรือราว 260 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3,870억วอน) มาจาก ‘ดีลขนาดใหญ่’ ซึ่งมูลค่าแต่ละตำแหน่งสูง แม้อัตราส่วนจะน้อยกว่ารายย่อย แต่ปริมาณเงินที่นอนนิ่งกลับสูงมาก
อีกจุดที่น่าสนใจคือ ‘ใครเป็นคนถือสภาพคล่องที่ถูกปล่อยทิ้ง’ เมื่อเจาะดูข้อมูลของยูนิสวอป v3 ประเด็นนี้ชัดเจนว่า ส่วนใหญ่เป็นสภาพคล่องที่มาจาก ‘กระเป๋าส่วนตัวของผู้ใช้’ ไม่ใช่คอนแทร็กต์อัตโนมัติ โดยมีการประเมินว่า 82–94% ของสภาพคล่องที่ไม่ได้ถูกใช้งานบนยูนิสวอป v3 มาจากกระเป๋าเดี่ยวของผู้ใช้ มากกว่าพูลที่ถูกจัดการด้วยกลยุทธ์อัตโนมัติหรือโปรโตคอลจัดการพอร์ต
จากการคำนวณของ듄 หากสามารถทำให้สภาพคล่องที่อยู่ในสถานะ ‘out-of-range’ ถูกใช้ในตลาดอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โอกาสในแง่ ‘ค่าธรรมเนียมที่สูญเสียไป’ จะอยู่ราวปีละ 150 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2,235억วอน) ตัวเลขดังกล่าวประเมินจากอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี(APR) ที่ 35% แต่ต้องเน้นว่านี่คือ ‘เพดานสูงสุดในเชิงทฤษฎี’ เพราะในโลกความจริง การเข้าไปบริหารสภาพคล่องอย่างเข้มข้น ต้องแลกมากับต้นทุนค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม ความเสี่ยงจากการปรับพอร์ตถี่ และโอกาสขาดทุนจากความผันผวนของราคา (impermanent loss และความคลาดเคลื่อนของราคา)
ฟิล리포 아르마니 จาก듄 แสดงความเห็นว่า ‘DEX ในปัจจุบันถือเป็นตลาดที่มีสภาพคล่องลึกที่สุดกลุ่มหนึ่งในวงการคริปโต’ แต่ในขณะเดียวกันก็ย้ำว่า ‘สิ่งที่สำคัญคือ ตลาดสามารถเติบโตจนมาถึงระดับนี้ได้ ทั้งที่ยังมีสภาพคล่องจำนวนมากที่ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ’ ซึ่งหมายความว่าหากสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของการกระจายสภาพคล่องได้จริง พื้นที่การเติบโตของตลาด DEX ยังมีอีกมาก
การขยายตัวของสินทรัพย์บนเชน(on-chain), การเข้ามามีส่วนร่วมของสถาบัน และการใช้งานดีไฟน์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ตลาด DEX ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ฝั่ง 1인치 มองว่า หาก ‘สภาพคล่อง DEX’ ยังคงถูกจัดวางแบบไร้ประสิทธิภาพ ต้นทุนจากค่าธรรมเนียมที่สูญเสียไปและปัญหาความไม่สมบูรณ์ของตลาด (market inefficiency) จะยิ่งขยายตัวตามขนาดตลาดในอนาคต
งานวิจัยฉบับนี้เก็บข้อมูลแบบรายสัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม ถึง 30 มิถุนายน โดยครอบคลุมโปรโตคอลหลักอย่างยูนิสวอป v3–v4, แพนเค้กสวอป v3 และแอร์로드롬 บน 7 เชน ตัวเลขที่ออกมาชี้ให้เห็นตรงกันว่า ‘สภาพคล่องส่วนใหญ่ใน DEX ยังทำงานไม่เต็มที่’ และหากไม่มีเครื่องมือช่วยจัดการสภาพคล่องหรือกลยุทธ์ที่ดีขึ้น เงินจำนวนมหาศาลก็จะยังคง ‘นอนนิ่ง’ อยู่ในระบบต่อไป
ความคิดเห็น 0