Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

9,780 ล้านดอลลาร์ รายได้เบสท์บาย(BBY) ทะลุคาด ปรับเป้าทั้งปีขึ้น

เบสท์บาย(Best Buy·BBY) รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ของปีงบประมาณสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ พร้อมปรับเป้าหมายรายได้ทั้งปีขึ้น โดยได้แรงหนุนจากความต้องการกลุ่มสินค้าคอมพิวเตอร์และการเติบโตของสินค้าหลักที่ช่วยพลิกฟื้นยอดขาย

เบสท์บายเปิดเผยเมื่อวันที่ 27 (เวลาท้องถิ่น) ว่า รายได้ไตรมาส 2 ของปีงบประมาณอยู่ที่ 9,780 ล้านดอลลาร์ และกำไรต่อหุ้นปรับปรุงแล้วอยู่ที่ 1.47 ดอลลาร์ ขณะที่นักวิเคราะห์วอลล์สตรีทที่ LSEG รวบรวมข้อมูลคาดการณ์รายได้ไว้ที่ 9,590 ล้านดอลลาร์ และกำไรต่อหุ้นปรับปรุงแล้วที่ 1.38 ดอลลาร์

กำไรสุทธิของไตรมาสนี้อยู่ที่ 315 ล้านดอลลาร์ หรือ 1.48 ดอลลาร์ต่อหุ้น เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 186 ล้านดอลลาร์ หรือ 0.87 ดอลลาร์ต่อหุ้น

ยอดขายจากสาขาเดิม (Same-store Sales) เพิ่มขึ้น 4.1% สูงกว่าเป้าหมายราว 1% ที่บริษัทเคยให้ไว้ก่อนหน้านี้

ยอดขายจากสาขาเดิมเป็นตัวชี้วัดในธุรกิจค้าปลีกที่ดูการเปลี่ยนแปลงยอดขายของสาขาเดิมโดยไม่นับผลจากสาขาใหม่ สำหรับธุรกิจค้าปลีกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ตัวเลขนี้สะท้อนทั้งความต้องการเปลี่ยนสินค้าของผู้บริโภค การตอบรับต่อโปรโมชั่นลดราคา และความต้องการที่เปลี่ยนไปในแต่ละกลุ่มสินค้า

เบสท์บายระบุว่าการเติบโตเกิดขึ้นในสินค้าหลักเกือบทุกกลุ่ม โดยความต้องการกลุ่มคอมพิวเตอร์มีส่วนช่วยผลักดันผลประกอบการให้ดีขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งนี้ อัตรากำไรขั้นต้นของไตรมาสนี้รวมเงินคืนภาษีนำเข้า (Tariff) จำนวน 34 ล้านดอลลาร์ไว้ด้วย

บริษัทปรับเป้าหมายรายได้รวมทั้งปีงบประมาณขึ้นเป็น 42,300-42,800 ล้านดอลลาร์ จากเดิมที่ตั้งไว้ 41,200-42,100 ล้านดอลลาร์

เป้าหมายยอดขายจากสาขาเดิมทั้งปีก็ถูกปรับขึ้นเช่นกัน จากเดิมที่คาดว่าจะ ‘ลดลง 1% ถึงเพิ่มขึ้น 1%’ เป็น ‘เพิ่มขึ้น 1.9-3%’ ส่วนกำไรต่อหุ้นปรับปรุงแล้วทั้งปีถูกปรับจาก 6.30-6.60 ดอลลาร์ เป็น 6.70-6.90 ดอลลาร์

เจสัน บอนฟิก(Jason Bonfig) ว่าที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คนใหม่ของเบสท์บาย กล่าวในแถลงการณ์ของบริษัทว่า “ผลประกอบการที่แข็งแกร่งในไตรมาส 2 สะท้อนทั้งการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่เราตั้งใจทำเพื่อผลักดันธุรกิจให้เติบโต และความต้องการที่ยังแข็งแรงในกลุ่มสินค้าดังกล่าว” คำกล่าวนี้ชี้ให้เห็นว่าบริษัทมองผลงานที่ดีขึ้นว่าเกิดจากทั้งความต้องการของตลาดและกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ มากกว่าปัจจัยชั่วคราวเพียงอย่างเดียว

ไตรมาสนี้ถือเป็นผลประกอบการชุดสุดท้ายที่ประกาศภายใต้การนำของคอรี แบร์รี(Corie Barry) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนปัจจุบัน ก่อนที่บอนฟิกจะเข้ารับตำแหน่งซีอีโอในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้

ผลประกอบการยังสะท้อนว่าผู้บริโภคชาวอเมริกันไม่ได้ลดการซื้อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ลงทั้งหมด แต่มีความอ่อนไหวต่อราคาและส่วนลดมากขึ้น โดยเบสท์บายระบุว่าลูกค้ายังคงใช้จ่ายต่อเนื่อง เพียงแต่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและช่วงลดราคามากขึ้น

ในช่วงไตรมาสก่อนหน้านี้ บริษัทเผชิญยอดขายซบเซาจากจำนวนลูกค้าที่เข้าร้านลดลงและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่อ่อนแอ กลยุทธ์ฟื้นฟูธุรกิจของเบสท์บายรวมถึงการขยายสาขาขนาดเล็ก การปรับปรุงประสบการณ์ในร้าน และการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน

อย่างไรก็ตาม ภาษีนำเข้าและราคาชิปหน่วยความจำที่ปรับตัวสูงขึ้นยังคงเป็นปัจจัยกดดันที่บริษัทระบุไว้ ธุรกิจค้าปลีกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ต้องรับมือกับราคาสินค้าสำเร็จรูป ภาระสต็อกสินค้า และนโยบายลดราคาไปพร้อมกัน ทำให้การตัดสินใจว่าจะผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังราคาขายผู้บริโภคมากน้อยเพียงใดกลายเป็นตัวแปรสำคัญของผลประกอบการ

ผลประกอบการครั้งนี้ยังเป็นตัวชี้วัดที่น่าสนใจสำหรับห่วงโซ่อุปทานภาคเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ในหลายประเทศ เพราะการฟื้นตัวของความต้องการคอมพิวเตอร์อาจเป็นสัญญาณที่เชื่อมโยงกับกระแสการกระจายสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ ชิ้นส่วน และสินค้าสำเร็จรูป แม้ผลกระทบที่แท้จริงจะขึ้นอยู่กับราคาและสถานะสินค้าคงคลังของแต่ละรายการสินค้าก็ตาม

เบสท์บายจะเดินหน้าธุรกิจในครึ่งปีหลังโดยยึดเป้าหมายทั้งปีที่ปรับขึ้นใหม่นี้เป็นกรอบ ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนตัวผู้บริหารระดับสูงในวันที่ 1 พฤศจิกายน

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1