อัตรากระเป๋าเงินที่ทำกำไรได้จริงบนแพลตฟอร์มเทรดโซเชียลอยู่ที่เพียง 6.16% ในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา สะท้อนว่าแม้เทรดโซเชียลจะกลายเป็นช่องทางใหม่ที่ดึงผู้ใช้เข้าสู่ตลาดคริปโต แต่ผลตอบแทนจริงกลับกระจุกตัวอยู่ในกระเป๋าเงินส่วนน้อยเท่านั้น
เมื่อวันที่ 28 (เวลาท้องถิ่น) โฟร์ไซต์นิวส์ (Foresight News) รายงานว่า ดีดับเบิลยูเอฟ เวนเจอร์ส (DWF Ventures) ระบุตัวเลขดังกล่าวไว้ในรายงานที่วิเคราะห์ปรากฏการณ์เทรดโซเชียลโดยเฉพาะ พร้อมชี้ว่าเมื่อค่าธรรมเนียมการซื้อขายลดลงจนใกล้ศูนย์ จุดแข่งขันของแพลตฟอร์มต่างๆ กำลังเปลี่ยนจากเรื่องค่าธรรมเนียมไปสู่ผลของเครือข่าย ความสัมพันธ์กับนักเทรด และชั้นข้อมูลเฉพาะที่หาที่อื่นไม่ได้
เทรดโซเชียล คือรูปแบบการซื้อขายที่ผู้ใช้ดูพอร์ตการลงทุน สัญญาณซื้อขาย และความเห็นสาธารณะของนักเทรดคนอื่นเพื่อประกอบการตัดสินใจ ต่างจากหน้าจอเทรดแบบเดิมที่เน้นกราฟราคาและช่องคำสั่งซื้อขายเป็นหลัก เทรดโซเชียลให้ความสำคัญกับ 'คน' และฟีดข้อมูลเป็นศูนย์กลาง นักเทรดสร้างชื่อเสียงผ่านสัญญาณที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ขณะที่ผู้ติดตามก็เคลื่อนไหวตามสัญญาณเหล่านั้น
ดีดับเบิลยูเอฟ เวนเจอร์ส มองว่าโครงสร้างนี้อาจก่อให้เกิดวงจรที่ตอกย้ำตัวเอง เมื่อนักเทรดประกาศเข้าซื้อต่อสาธารณะ ผู้ติดตามจำนวนมากจะแห่เข้ามา แรงซื้อที่ไหลเข้าก็ดันราคาขึ้น จนดูเหมือนสัญญาณนั้น 'ประสบความสำเร็จ' ทั้งที่ในความเป็นจริงโครงสร้างเดียวกันนี้อาจขยายความไม่สมมาตรของข้อมูลและเพิ่มความผันผวนแบบหมู่คณะได้เช่นกัน
ปัญหาสำคัญอยู่ที่การกระจายตัวของผลตอบแทน จากข้อมูลที่ดีดับเบิลยูเอฟ เวนเจอร์ส อ้างอิง ในบรรดากระเป๋าเงินทั้งหมด 292,000 ใบที่วิเคราะห์บนแพลตฟอร์ม Fomo ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา มีกระเป๋าเงินที่ทำกำไรได้เพียง 6.16% เท่านั้น และมีเพียง 25 กระเป๋าเงินที่ทำกำไรสุทธิเกิน 10,000 ดอลลาร์ ตัวเลขนี้สะท้อนว่าสัญญาณสาธารณะและการไหลเข้าของผู้ติดตามอาจทำให้ประสบการณ์เทรดดูง่ายขึ้น แต่ไม่ได้เป็นหลักฐานว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่มีผลตอบแทนดีขึ้นจริง
Fomo ถูกยกมาเป็นตัวอย่างของแพลตฟอร์มที่ผสานฟีดโซเชียลเข้ากับการส่งคำสั่งซื้อขายไว้ในที่เดียว ข้อมูลกระเป๋าเงินของ Fomo ที่ดีดับเบิลยูเอฟ เวนเจอร์ส นำมาอ้างอิง แสดงให้เห็นว่าเทรดโซเชียลกำลังขยายตัวไปสู่การแข่งขันด้านอินเทอร์เฟซสำหรับค้นหาไอเดียการเทรด ขณะเดียวกันก็เผยให้เห็นโครงสร้างที่ผลตอบแทนกระจุกตัวอยู่ในกระเป๋าเงินส่วนน้อยไปพร้อมกัน
ความสนใจที่สูงไม่ได้แปลว่าผู้ใช้จะได้ผลตอบแทนที่มั่นคงเสมอไป ในโครงสร้างที่ผู้ติดตามเคลื่อนไหวพร้อมกันตามสัญญาณสาธารณะ พฤติกรรมหมู่คณะ ระยะเวลาถือครองที่สั้นลง และความไม่สมมาตรของข้อมูลระหว่างนักเทรดระดับบนกับผู้ใช้หน้าใหม่ ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา
ดีดับเบิลยูเอฟ เวนเจอร์ส ระบุในรายงานฉบับนี้ว่าแพลตฟอร์มที่จะอยู่รอดในระยะยาวไม่ใช่แพลตฟอร์มที่เพียงแค่เติมฟีเจอร์โซเชียลลงบนหน้าจอเทรดแบบเดิม แต่ต้องเป็นแพลตฟอร์มที่สร้างความสามารถในการค้นพบผ่านชั้นข้อมูลเฉพาะที่หาที่อื่นไม่ได้ รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่าเทรดโซเชียลกำลังเปลี่ยนวิธีที่ผู้ใช้เข้าสู่ตลาดและค้นหาไอเดียการเทรด แต่ในขณะเดียวกันก็เผยความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่ยังอยู่ในสถานะขาดทุน
ความคิดเห็น 0