รายได้ภาษีของเกาหลีใต้ในปีหน้าอาจเพิ่มขึ้นอีกถึง 150 ล้านล้านวอน ตามการเปิดเผยในที่ประชุมรัฐสภา ส.ส.อี กวางแจ(Lee Kwang-jae) จากพรรคประชาธิปไตย(Democratic Party of Korea) เสนอให้นำรายได้ภาษีส่วนที่เพิ่มขึ้นบางส่วนไปชำระหนี้ พร้อมทั้งลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างปัญญาประดิษฐ์(AI)
อี กวางแจ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการงบประมาณและตรวจสอบบัญชีของรัฐสภา แถลงข่าวที่สำนักงานประจำพื้นที่เมืองฮานัม จังหวัดคย็องกีโด เมื่อวันที่ 8 (เวลาท้องถิ่น) เพื่อเสนอแนวทางการบริหารการคลังที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งกองทุนรับมืออนาคตของรัฐบาล โดยยอนฮับอินโฟแม็กซ์(Yonhap Infomax)เป็นผู้รายงานคำกล่าวดังกล่าว
อี กวางแจ กล่าวว่า “การจัดตั้งกองทุนรับมืออนาคตถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” และระบุว่า “รายได้ภาษีเพิ่มขึ้นมหาศาลจากผลประกอบการของซัมซุงอิเลคทรอนิกส์(Samsung Electronics)และเอสเคไฮนิกซ์(SK Hynix) และปีหน้าอาจเพิ่มขึ้นอีก 150 ล้านล้านวอน” ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่รายได้ภาษีที่ยืนยันแล้ว แต่เป็นการกล่าวถึงความเป็นไปได้ที่รายได้ภาษีจะเพิ่มขึ้น
อี กวางแจ ยังเน้นย้ำว่าไม่ควรใช้จ่ายรายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้นทั้งหมด โดยกล่าวว่า “ถึงแม้ภาษีจะเข้ามาเยอะ ก็ไม่สามารถใช้จ่ายทั้งหมดได้ตามใจชอบ ต้องมีการเก็บออมไว้ด้วย”
คำกล่าวนี้สะท้อนแนวคิดที่ว่าควรกันรายได้ภาษีส่วนเพิ่มบางส่วนไว้เป็นกำลังทางการคลัง กล่าวคือ แทนที่จะใช้จ่ายรายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดในปีเดียว ควรสะสมไว้บางส่วนเพื่อรองรับสถานการณ์ทางการคลังในอนาคต
อย่างไรก็ตาม อี กวางแจ ไม่เห็นด้วยกับแนวทางที่มุ่งใช้งบประมาณเพื่อชำระหนี้สาธารณะเพียงอย่างเดียว โดยยกตัวอย่างกูเกิล(Google) ว่า “แม้แต่บริษัทอย่างกูเกิลยังกล้าออกหุ้นกู้เพื่อลงทุนในขนาดที่คาดไม่ถึง เพราะตอนนี้เป็นช่วงสงครามเศรษฐกิจและเทคโนโลยีระดับโลก”
เขากล่าวต่อว่า “ในสถานการณ์แบบนี้ผมมองว่าควรเลือกการลงทุนที่กล้าได้กล้าเสีย” และ “ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการใช้หนี้บางส่วนกับการลงทุนเชิงรุกว่าแบบไหนจะสร้างรายได้มากกว่ากัน” ซึ่งเป็นข้อเสนอให้พิจารณาประสิทธิผลทางการคลังของการชำระหนี้และการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตไปพร้อมกัน
รัฐบาลเกาหลีใต้ได้จัดตั้งกองทุนรับมืออนาคตมูลค่า 162.3 ล้านล้านวอนไว้ในร่างงบประมาณปี 2027 โดยงบประมาณรายจ่ายรวมปีหน้าอยู่ที่ 820.9 ล้านล้านวอน เพิ่มขึ้น 12.8% จากงบประมาณปีนี้ ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 880.8 ล้านล้านวอน เพิ่มขึ้น 205.6 ล้านล้านวอนจากปีนี้
กองทุนรับมืออนาคตมีโครงสร้างสะสมรายได้ภาษีส่วนที่เพิ่มขึ้นชั่วคราวไว้ในบัญชีแยกต่างหาก เพื่อนำไปใช้ลงทุนในสาขาที่มีศักยภาพเติบโตและรองรับความผันผวนทางการคลัง แนวคิดของรัฐบาลที่จะนำรายได้ภาษีส่วนเพิ่มเข้ากองทุนรับมืออนาคต เพื่อใช้ในการลงทุนระยะกลางถึงยาวและรองรับความผันผวนของรายได้ภาษีก็เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางบริหารการคลังดังกล่าว
ร่างงบประมาณของรัฐบาลระบุว่าจะจัดสรรเงินจากกองทุนรับมืออนาคต 45.4 ล้านล้านวอนเป็นค่าใช้จ่ายโครงการเพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยจะนำไปลงทุนในด้าน △เยาวชน △กลไกขับเคลื่อนการเติบโต △ภูมิภาค △การศึกษา △บุคลากร เป็นต้น
ความเชื่อมโยงระหว่างผลประกอบการอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์กับรายได้ภาษีก็ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นภูมิหลังของการหารือครั้งนี้ด้วย ทางโทเคนโพสต์เคยรายงานว่าบาร์เคลย์ส(Barclays)ประเมินว่ารายได้ภาษีที่จะเพิ่มขึ้นในปี 2027 จะอยู่ที่ราว 95 ล้านล้านวอน โดยสะท้อนการเพิ่มขึ้นของภาษีนิติบุคคลจากผลประกอบการอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศที่ดีขึ้น
บาร์เคลย์สมองว่าการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศที่เพิ่มขึ้นและผลประกอบการบริษัทที่ดีขึ้น อาจนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของรายได้ทางการคลังของรัฐ เช่น ภาษีนิติบุคคล อย่างไรก็ตาม ขนาดรายได้ภาษีที่แท้จริงอาจแตกต่างกันไปตามผลประกอบการบริษัท รายได้ที่ต้องเสียภาษี การลดหย่อนภาษี และวิธีการชำระภาษีล่วงหน้า
คำกล่าวของอี กวางแจ ที่ระบุตัวเลข 150 ล้านล้านวอน จึงมีความแตกต่างจากประมาณการเดิม ดังนั้นตัวเลข 150 ล้านล้านวอนควรมองว่าเป็นความเห็นทางการเมืองเกี่ยวกับแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของรายได้ภาษีในอนาคต ไม่ใช่ประมาณการรายได้ภาษีที่รัฐบาลยืนยันแล้ว
มุมมองของฝ่ายการเมืองต่อการบริหารการคลังยังคงแตกต่างกัน จอง จอมซิก(Jung Jum-sik) หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านในสภาจากพรรคพลังประชาชน(People Power Party) เคยระบุว่าหากมีรายได้ภาษีส่วนเกิน ควรให้ความสำคัญกับการชำระหนี้พันธบัตรรัฐบาลเป็นอันดับแรก ทำให้การจัดสรรเงินลงทุนจากกองทุนรับมืออนาคตและขนาดการลดหนี้อาจกลายเป็นประเด็นถกเถียงในกระบวนการพิจารณางบประมาณ
ร่างงบประมาณของรัฐบาลจะต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภาก่อนจึงจะมีผลบังคับใช้ ขนาดเงินทุนที่แท้จริงของกองทุนรับมืออนาคตและสัดส่วนการจัดสรรระหว่างการชำระหนี้กับการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต มีแนวโน้มจะเป็นประเด็นที่ต้องหารือกันต่อไป
ความคิดเห็น 0