การลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ดันราคาหุ้นพุ่งขึ้นต่อเนื่อง อาจกลายเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจสหรัฐและตลาดสินเชื่อทั่วโลก หากราคาหุ้นกลุ่มนี้ปรับฐานรุนแรง เนื่องจากมูลค่าสินทรัพย์ AI ที่สูงเกินไปและความไม่แน่นอนของผลตอบแทนการลงทุน อาจกดดันความสามารถในการรีไฟแนนซ์และอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทต่างๆ
ฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) ระบุในรายงาน 'Global Risk Outlook - 3Q26' ว่า หากตลาด AI เกิดการปรับฐาน อาจสร้างแรงกดดันต่อเงื่อนไขการระดมทุนและอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทต่างๆ เนื่องจากการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญทั้งการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐและการขยายหนี้ภาคธุรกิจไปพร้อมกัน จึงจำเป็นต้องจับตาความเป็นไปได้ที่ความผันผวนของราคาหุ้นจะลามไปสู่เศรษฐกิจจริงและตลาดสินเชื่อ
ฟิทช์ประเมินว่า ในไตรมาสแรกของปี 2026 การลงทุนด้านไอที (Capex) ของสหรัฐเพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และช่วยดันตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขึ้นราว 1.4 จุดเปอร์เซ็นต์ ขณะที่ยอดออกหุ้นกู้ของบริษัทสหรัฐในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ก็เพิ่มขึ้นถึง 26% จากปีก่อน
เงินทุนที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน AI และศูนย์ข้อมูล (Data Center) เป็นสัดส่วนหลักที่ทำให้ยอดออกหุ้นกู้เพิ่มขึ้น ประเด็นสำคัญจากการวิเคราะห์ของฟิทช์คือ การลงทุน AI เป็นทั้ง 'เครื่องยนต์การเติบโต' และปัจจัยที่ทำให้หนี้ภาคธุรกิจขยายตัวไปพร้อมกัน
ปัญหาจะเกิดกับบริษัทที่ก่อหนี้จำนวนมากเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI หากราคาหุ้นร่วงลงอย่างรุนแรง มูลค่าตลาด (Market Cap) และความสามารถในการรีไฟแนนซ์ของบริษัทอาจอ่อนแอลงพร้อมกัน ต้นทุนการออกหนี้ใหม่และแรงกดดันให้อันดับความน่าเชื่อถือถูกปรับลดก็อาจเพิ่มขึ้นตามมา
หากราคาหุ้นที่เคยช่วยหนุนการบริโภคผ่าน 'ผลกระทบจากความมั่งคั่ง' (Wealth Effect) อ่อนแรงลง ก็อาจกดดันการจ้างงานและความเชื่อมั่นผู้บริโภคตามไปด้วย นี่คือเส้นทางที่การปรับฐานของตลาดหุ้นอาจส่งผลกระทบไปถึงเศรษฐกิจจริงผ่านการระดมทุนของภาคธุรกิจ
ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เองก็ใส่แนวทางความเสี่ยงคล้ายกันนี้ไว้ในสถานการณ์สมมติกรณีเศรษฐกิจถดถอยรุนแรง โดยเฟดตั้งสมมติฐานว่าตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2025 ถึงไตรมาส 3 ปี 2026 ราคาหุ้นจะร่วงลงราว 58% และดัชนีความผันผวน (VIX) จะพุ่งขึ้นถึง 72%
ในสถานการณ์สมมตินี้ อัตราการว่างงานของสหรัฐจะพุ่งไปแตะ 10% ในไตรมาส 3 ปี 2027 ทั้งนี้ เฟดระบุชัดเจนว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงสมมติฐานเพื่อทดสอบความสามารถของธนาคารในการรับมือวิกฤต ไม่ใช่การคาดการณ์หรือพยากรณ์เศรษฐกิจ
ตัวชี้วัดสำคัญที่ฟิทช์เสนอคือ การลงทุน AI สามารถสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับมูลค่า (Valuation) ที่สูงในปัจจุบันได้จริงหรือไม่ รวมถึงการเคลื่อนไหวของส่วนต่างอัตราผลตอบแทนหุ้นกู้ (Credit Spread) ของบริษัทเทคโนโลยี ก็เป็นอีกจุดที่ต้องจับตา
หากส่วนต่างอัตราผลตอบแทนหุ้นกู้ขยายกว้างขึ้น อาจเป็นสัญญาณว่าตลาดสินเชื่อเริ่มสะท้อนความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน AI เข้าไปในราคาแล้ว สำหรับภาคธุรกิจแล้ว หมายความว่าต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นแม้จะระดมทุนในจำนวนเท่าเดิม
เฟดระบุความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ AI ไว้ 3 ด้าน ได้แก่ มูลค่าหุ้นที่สูงเกินจริง เงินลงทุน (Capex) ที่มาจากการก่อหนี้ และภาวะตลาดแรงงานที่อ่อนแอลง ขณะที่รายงานเสถียรภาพทางการเงินของเฟดยังระบุด้วยว่า ผู้เล่นในตลาดมองว่ามูลค่าประเมินของ AI และการปรับฐานของสินทรัพย์เสี่ยง เป็นปัจจัยที่อาจสร้างความไม่มั่นคงทางการเงินได้
การวิเคราะห์ครั้งนี้ของฟิทช์มุ่งเน้นไปที่ความเสี่ยงเชื่อมโยงระหว่างตลาดหุ้น AI กับตลาดหุ้นกู้เป็นหลัก โดยไม่มีการระบุแนวโน้มราคาหรือข้อมูลออนเชน (On-chain) ของบิตคอยน์(BTC) หรืออีเธอเรียม(ETH) แต่อย่างใด
รายงานฉบับนี้ไม่ได้ระบุเส้นทางหรือขนาดผลกระทบที่แรงสั่นสะเทือนจากหุ้น AI และตลาดหุ้นกู้อาจส่งต่อไปยังตลาดคริปโทเคอร์เรนซี ดังนั้นจึงยังตีความการวิเคราะห์ครั้งนี้เป็นการคาดการณ์ราคาของคริปโทเคอร์เรนซีสกุลใดสกุลหนึ่งไม่ได้
คำถามที่ว่าผลตอบแทนจากการลงทุน AI จะสูงพอรองรับมูลค่าประเมินที่สูงและหนี้ภาคธุรกิจที่ขยายตัวได้หรือไม่ รวมถึงทิศทางการขยายตัวของส่วนต่างอัตราผลตอบแทนหุ้นกู้ ยังคงเป็นเกณฑ์สำคัญที่ต้องติดตามเพื่อประเมินความเสี่ยงด้านสินเชื่อในระยะต่อไป
ความคิดเห็น 0