สถานการณ์จำลองการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) จากแอนโทรปิก(Anthropic) ชี้ว่า หากเศรษฐกิจเดินตามเส้นทางที่มี AI เข้ามาเกี่ยวข้องเต็มรูปแบบ ตัวเลข GDP ปี 2030 อาจสูงกว่าเส้นทางที่ไม่มี AI ถึง 32% พร้อมกันนี้ยังมีการประเมินว่า หากการใช้งาน AI ขยายตัวมากขึ้น อัตราการเติบโตรายปีหลังปี 2027 อาจไปแตะระดับ 15% ได้เช่นกัน
คริปโตบรีฟฟิ่ง(Crypto Briefing) รายงานสถานการณ์จำลองดังกล่าว โดยอ้างอิงกรอบนโยบายเศรษฐกิจที่แอนโทรปิกเผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ผลกระทบของ AI ต่อผลิตภาพและอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยอาศัยแบบจำลองเศรษฐกิจและงานวิจัยเชิงนโยบายของบริษัทเอง
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 32% นี้ไม่ใช่ตัวเลขคาดการณ์อย่างเป็นทางการเพียงชุดเดียวที่แอนโทรปิกยืนยันเอง แต่เป็นผลวิเคราะห์ที่อิงจากกรอบนโยบายดังกล่าว ทั้งนี้แอนโทรปิกเองก็ตั้งข้อสังเกตไว้ในเอกสารว่า การคาดการณ์ศักยภาพของ AI และความเร็วในการแพร่กระจายไปทั่วระบบเศรษฐกิจในอีกหลายปีข้างหน้ายังเป็นเรื่องยากที่จะฟันธงได้อย่างมั่นใจ
ใจความสำคัญของสถานการณ์จำลองนี้อยู่ที่ หาก AI พัฒนาไปถึงจุดที่สามารถทดแทนแรงงานมนุษย์ได้ ผลิตภาพก็อาจเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ในทางกลับกัน เมื่อความต้องการแรงงานลดลง แรงงานจำนวนมากก็อาจปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ทัน ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพร้อมกัน
ด้วยเหตุนี้ การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจของ AI จึงไม่ควรตัดสินจากอัตราการเติบโตของ GDP เพียงอย่างเดียว เพราะการขยายตัวของผลิตภาพและแรงกระแทกต่อการจ้างงานอาจเกิดขึ้นพร้อมกัน โจทย์ด้านนโยบายที่ยังค้างอยู่คือ จะกระจายผลประโยชน์จากการเติบโตนี้อย่างไรให้ทั่วถึง
กรอบนโยบายของแอนโทรปิกชี้ทิศทางว่า ต้องพิจารณาการเปลี่ยนแปลงด้านผลิตภาพและตลาดแรงงานไปพร้อมกัน โดยแนวทางการรับมือเชิงนโยบายอาจแตกต่างกันไปตามความเร็วของการนำ AI มาใช้งานและระดับความรุนแรงของแรงกระแทกต่อการจ้างงาน
เอกสารดังกล่าวสะท้อนความกังวลว่า หากแรงกระแทกจากการแพร่กระจายของ AI เกิดขึ้นจริง จำเป็นต้องมีมาตรการนโยบายรองรับ แต่ประสิทธิผลของเครื่องมือนโยบายที่เป็นรูปธรรม รวมถึงจังหวะเวลาที่ควรนำมาใช้ ยังไม่สามารถสรุปได้จากสถานการณ์จำลองชุดนี้เพียงอย่างเดียว
การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นสัญญาณที่แอนโทรปิกกำลังขยายบทบาทของตัวเองจากการเป็นเพียงบริษัท AI ไปสู่การมีเสียงในวงสนทนาด้านตลาดแรงงานและนโยบายเศรษฐกิจมหภาค โดยแก่นสำคัญคือความจำเป็นในการบริหารจัดการทั้งการขยายตัวของผลิตภาพและแรงกระแทกต่อการจ้างงานไปพร้อมกัน
ก่อนหน้านี้ ประเด็นเรื่องมูลค่าบริษัทและการแพร่กระจายเทคโนโลยีของแอนโทรปิกเคยถูกพูดถึงในกรณีที่มีการหยิบยกการประเมินมูลค่าในตลาดนอกตลาดหลักทรัพย์และความเป็นไปได้ในการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะ มาแล้ว แต่กรอบนโยบายฉบับนี้ให้น้ำหนักไปที่การบริหารผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและแรงกระแทกต่อตลาดแรงงานจากการแพร่กระจายของ AI มากกว่าการเติบโตของตัวบริษัทเอง
สรุปแล้ว ตัวเลข GDP ปี 2030 ที่อาจสูงขึ้น 32% ไม่ใช่ตัวเลขคาดการณ์ทางเศรษฐกิจที่ยืนยันแน่นอน แต่เป็นสถานการณ์จำลองที่ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า AI จะแพร่กระจายไปทั่วระบบเศรษฐกิจ ผลกระทบด้านการเติบโตที่เกิดขึ้นจริงและมาตรการนโยบายที่จำเป็นจึงยังอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเร็วของการนำ AI มาใช้และการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน
ความคิดเห็น 0