Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

378.1 ล้านหุ้นสเปซเอ็กซ์(SPCX) ปลดล็อก ยอดขาย 56,000 ล้านดอลลาร์ยังเป็นตัวเลขประมาณการ

หุ้นสเปซเอ็กซ์(SpaceX, SPCX) สูงสุด 378.1 ล้านหุ้น จะสามารถซื้อขายได้ในตลาดตลอดสองวันคือวันที่ 9-10 กันยายน แต่ไม่ได้หมายความว่าหุ้นที่ปลดล็อกทั้งหมดจะถูกเทขายออกสู่ตลาดจริง ตัวเลข '56,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 75 ล้านล้านวอน) ที่ปลดล็อก' จึงยังเป็นเพียง ตัวเลขประมาณการ ไม่ใช่ยอดขายที่ยืนยันแล้ว

ในวันที่ 9 กันยายน หุ้นสามัญคลาสเอ (Class A) สูงสุด 319 ล้านหุ้น เปลี่ยนสถานะเป็นสามารถขายเพิ่มได้ ส่วนวันที่ 10 กันยายน หุ้นที่จัดอยู่ในกลุ่มที่บริษัทในเครือถืออยู่สูงสุด 59.1 ล้านหุ้น จะถูกปลดล็อกแยกต่างหาก

กำหนดการและจำนวนหุ้นดังกล่าวถูกระบุไว้ในหนังสือชี้ชวนฉบับสมบูรณ์ (final prospectus) ที่สเปซเอ็กซ์ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (SEC) โดยเอกสารของ SEC ระบุเพียงจำนวนหุ้นที่สามารถปลดล็อกได้เท่านั้น ไม่ได้ระบุว่าหุ้นจำนวนนี้จะถูกขายจริง

มาตรการครั้งนี้ไม่ได้ปลดล็อกหุ้นทั้งหมดในคราวเดียว หนังสือชี้ชวนระบุว่าตามช่วงล็อกอัพ 180 วัน หุ้นจะสามารถโอนได้สูงสุดครั้งละ 7% ในหลายรอบ ได้แก่วันที่ 20 สิงหาคม, 9 กันยายน, 24 กันยายน, 9 ตุลาคม และ 24 ตุลาคม ของปี 2026

การปลดล็อก (lock-up release) หมายถึงกระบวนการที่ทำให้ผู้ถือหุ้นสามารถขายหุ้นได้ ส่วนผู้ถือหุ้นเดิมจะตัดสินใจถือต่อ หรือขายบางส่วนหรือทั้งหมด ถือเป็นสิทธิ์ของผู้ถือหุ้นแต่ละราย

ตัวเลข '56,000 ล้านดอลลาร์' คาดว่าคำนวณจากจำนวนหุ้นที่ปลดล็อกคูณด้วยราคาหุ้น ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ขณะที่การเปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นทางการของสเปซเอ็กซ์ไม่ได้ระบุว่าหุ้นที่ปลดล็อกดังกล่าวเป็นปริมาณขายมูลค่า 56,000 ล้านดอลลาร์

สเปซเอ็กซ์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ด้วยการออกหุ้นสามัญคลาสเอจำนวน 638,888,888 หุ้น ราคาเสนอขาย (IPO) อยู่ที่หุ้นละ 135 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 181,000 วอน) และเริ่มซื้อขายในตลาด Nasdaq Global Select Market ภายใต้สัญลักษณ์ 'SPCX' ตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน โดยก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงาน การเข้าจดทะเบียนและราคาเสนอขายของสเปซเอ็กซ์ ไปแล้ว

นอกจากการปลดล็อกหุ้นแล้ว ตลาดยังจับตาความเป็นไปได้ของแรงซื้อขายที่เกี่ยวข้องกับการปรับสัดส่วนดัชนี Nasdaq-100 โดย Benzinga รายงานโดยอ้างอิงประมาณการของ เจพีมอร์แกน(JPMorgan) ว่าหากสัดส่วนของสเปซเอ็กซ์ในดัชนีเพิ่มขึ้นจาก 1.25% เป็น 2.25% อาจเกิดแรงซื้อแบบ passive ประมาณ 15,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 20.8 ล้านล้านวอน)

อย่างไรก็ตาม ยอดซื้อมูลค่า 15,500 ล้านดอลลาร์ดังกล่าวไม่ใช่มูลค่าการซื้อขายจริงที่สเปซเอ็กซ์หรือ Nasdaq ยืนยัน ทั้งการเปลี่ยนสัดส่วนในดัชนีและปริมาณการซื้อจริงยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ

แรงซื้อแบบ passive คือการซื้อหุ้นของกองทุนที่ลงทุนตามดัชนี Nasdaq-100 เพื่อให้สอดคล้องกับสัดส่วนที่เปลี่ยนแปลงไป ผลกระทบด้านอุปสงค์-อุปทานที่แท้จริงจึงขึ้นอยู่กับสัดส่วนการเข้าคำนวณในดัชนี ปริมาณการซื้อขาย และการตัดสินใจขายของผู้ถือหุ้นเดิม

ในโซเชียลมีเดีย มีทั้งความคิดเห็นที่มองว่าการปลดล็อกครั้งนี้อาจเป็น แรงกดดันด้านการขาย และความเห็นที่มองว่าเป็นกระบวนการทำให้ สภาพคล่อง กลับสู่ภาวะปกติ เนื่องจากช่วงแรกมีหุ้นหมุนเวียนในตลาดน้อย อย่างไรก็ตาม ความคิดเห็นในโซเชียลมีเดียไม่ใช่ข้อมูลที่แสดงปริมาณการขายจริง

กำหนดการปลดล็อกหุ้นไม่ได้จบลงเพียงวันที่ 9-10 กันยายนเท่านั้น หนังสือชี้ชวนที่ยื่นต่อ SEC ยังระบุกำหนดการปลดล็อกเพิ่มเติมในวันที่ 24 กันยายน, 9 ตุลาคม และ 24 ตุลาคม รวมถึงหุ้นอีกส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับช่วงล็อกอัพ 180 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในเดือนธันวาคมด้วย

ด้วยเหตุนี้ ตลาดจึงจำเป็นต้องติดตามกำหนดการทั้งหมด ไม่ใช่เพียงยอดปลดล็อกของสองวันนี้เท่านั้น แม้หุ้นสูงสุด 319 ล้านหุ้น และ 59.1 ล้านหุ้น จะทยอยสามารถซื้อขายได้แล้ว แต่ปริมาณขายจริงยังต้องได้รับการยืนยันผ่านข้อมูลการซื้อขายและการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมในอนาคต

ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่การยืนยันว่ามีปริมาณขายมูลค่า 56,000 ล้านดอลลาร์เกิดขึ้นจริง แต่อยู่ที่การแยกแยะให้ชัดเจนระหว่าง จำนวนหุ้นที่ปลดล็อก ปริมาณขายจริง และแรงซื้อแบบ passive ที่อาจเกิดจากการปรับสัดส่วนดัชนี Nasdaq-100

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1