ยุโรปควรยกระดับความสามารถในการแข่งขันทางการเงินด้วยการรวมระบบธนาคารและตลาดทุน พร้อมเสริมความแข็งแกร่งของระบบการเงิน แทนการมุ่งผ่อนคลายกฎระเบียบ โดยต้องสร้างโครงสร้างที่เชื่อมเงินฝากสภาพคล่องราว 10 ล้านล้านยูโรเข้ากับการลงทุนเชิงผลิต เช่น ภาคธุรกิจและโครงสร้างพื้นฐาน
กาเบรียล มัคลูฟ (Gabriel Makhlouf) ผู้ว่าการธนาคารกลางไอร์แลนด์ กล่าวในงานเลี้ยงของฟอรัมการเงินยูโรไฟที่กรุงดับลินเมื่อวันที่ 17 ว่า “ความแข็งแกร่งไม่ใช่ข้อจำกัดของความสามารถในการแข่งขัน แต่เป็นเงื่อนไขเบื้องต้น” โดยเขามองว่าการป้องกันความเสี่ยงของระบบเป็นรากฐานของตลาดการเงินที่แข่งขันได้
มัคลูฟระบุว่าตลาดการเงินยุโรปยังอยู่ในระดับที่เป็นเพียงการรวมระบบของ 27 ประเทศเข้าด้วยกัน ขณะที่สินเชื่อธุรกิจข้ามพรมแดนในยูโรโซนมีสัดส่วนเพียงราวหนึ่งในหกของสินเชื่อทั้งหมด
เขาเสนอให้เร่งจัดตั้งสหภาพธนาคารและทำตลาดเดียวให้เสร็จสมบูรณ์ พร้อมชี้ว่าอุปสรรคสำคัญต่อการรวมตลาดการเงินไม่ได้อยู่ที่กฎเงินทุนเป็นหลัก แต่อยู่ที่กำแพงด้านกฎระเบียบอื่น เช่น ระบบล้มละลาย โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และกฎการจ้างงานของแต่ละประเทศ
มัคลูฟยังเรียกร้องให้จัดตั้งระบบประกันเงินฝากยุโรป (EDIS) โดยให้เหตุผลว่าตลาดธนาคารจะรวมเป็นหนึ่งเดียวอย่างแท้จริงได้ยาก หากแต่ละประเทศยังคงมีเครือข่ายความปลอดภัยของตนเอง การประกันเงินฝากร่วมกันจะช่วยให้กลุ่มธนาคารที่ดำเนินงานข้ามพรมแดนจัดสรรเงินทุนและสภาพคล่องได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
เขากล่าวว่ายุโรปไม่ได้ขาดแคลนเงินทุน โดยมาริโอ ดรากี อดีตประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ประเมินว่ายุโรปต้องการเงินลงทุนเพิ่มเติมปีละ 7.5 แสนล้านถึง 8 แสนล้านยูโรจนถึงปี 2030 ขณะที่เงินฝากสภาพคล่องในยุโรปมีอยู่ราว 10 ล้านล้านยูโร
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ปริมาณเงิน แต่เป็นโครงสร้างที่จะนำเงินไปสู่การลงทุนเชิงผลิต มัคลูฟกล่าวว่าเงินออมไหลออกนอกยุโรปเพราะนักลงทุนคาดหวังผลตอบแทนที่สูงกว่าในภูมิภาคอื่น พร้อมย้ำว่าการทำตลาดเดียวให้เสร็จและการเพิ่มผลิตภาพเป็นสิ่งจำเป็น
คณะกรรมาธิการยุโรปกำลังผลักดันสหภาพการออมและการลงทุน (SIU) เพื่อเชื่อมเงินออมของยุโรปเข้ากับการลงทุนเชิงผลิตในภาคธุรกิจและโครงสร้างพื้นฐาน โดยใช้รายงานของดรากีเป็นฐานในการประเมินความต้องการเงินลงทุนเพิ่มเติมปีละ 7.5 แสนล้านถึง 8 แสนล้านยูโรจนถึงปี 2030
ในประเด็นสินทรัพย์ดิจิทัล มีการกล่าวถึงการทำให้ระบบชำระเงินเป็นดิจิทัลและการโทเคนไนซ์ มัคลูฟระบุว่าระบบเงินสองประเภท ซึ่งประกอบด้วยเงินธนาคารกลางและเงินธนาคารพาณิชย์ ควรพัฒนาให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมดิจิทัลและโทเคนไนซ์ อย่างไรก็ตาม เงินธนาคารกลางต้องยังคงเป็นศูนย์กลางของระบบ
ธนาคารกลางไอร์แลนด์ได้เผยแพร่เอกสารหารือในปีนี้เกี่ยวกับเงื่อนไขการใช้เทคโนโลยีบัญชีแยกประเภทแบบกระจายศูนย์และการโทเคนไนซ์อย่างปลอดภัยในภาคกองทุน ตลาด และการชำระเงิน โดยกระบวนการดังกล่าวเป็นการพิจารณาเงื่อนไขการใช้งานโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน ไม่ใช่การประกาศนำสินทรัพย์ดิจิทัลใดมาใช้หรือคาดการณ์ราคา
ธนาคารกลางยุโรปประเมินในเอกสารเกี่ยวกับการรวมตลาดทุนว่า ผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัล (CASP) เติบโตเป็นภาคธุรกิจที่ดำเนินงานข้ามพรมแดน แม้กิจกรรมในตลาดจะขยายตัวในระดับยุโรป แต่การกำกับดูแลยังแยกตามประเทศ จึงมีข้อเสนอให้ยกระดับการกำกับดูแลในระดับสหภาพยุโรป
มัคลูฟกล่าวว่าไม่ควรถอยกลับจากกลไกเสริมความแข็งแกร่งที่จัดทำขึ้นหลังวิกฤตการเงิน หากยุโรปต้องการเพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันของตลาดการเงิน การสร้างตลาดเดียวที่ลึกและบูรณาการควรมาก่อนการผ่อนคลายกฎระเบียบ
ความคิดเห็น 0