ผู้บริหารจากฮันนี่เวลล์ (Honeywell) และเอคโคแล็บ (Ecolab) ระบุว่า ความแม่นยำและต้นทุนการดำเนินงานอาจเป็นความท้าทายเมื่อนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในโรงงานและอาคาร พร้อมอธิบายแนวทางทำงานที่ยังมีมนุษย์กำกับดูแล
สุเรช เวนกาทารายาลู (Suresh Venkatarayalu) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) ของฮันนี่เวลล์ กล่าวเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม บนเวที Fortune AIQ Summit ที่ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กว่า ลูกค้าในภาคอุตสาหกรรมต้องการความแม่นยำ “99.9999%” ขณะที่โมเดลแนวหน้าบางรุ่นอาจมีความแม่นยำ “85%” การเปรียบเทียบนี้เป็นคำกล่าวของเวนกาทารายาลู โดยไม่ได้ระบุโมเดลหรือเกณฑ์การประเมิน
เขากล่าวว่า อาคารและสถานประกอบการอุตสาหกรรมเป็นพื้นที่สำคัญด้านความปลอดภัยและโครงสร้างพื้นฐาน จึงกำลังมุ่งสู่การทำงานแบบกึ่งอัตโนมัติที่ผู้ปฏิบัติงานยังเข้ามาแทรกแซงได้ พร้อมเสริมว่าการทำงานอัตโนมัติไม่ได้หมายถึงการตัดคนออก
เอเจ วิเจสิงเฮ (AJ Wijesinghe) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่าย AI ของเอคโคแล็บ กล่าวว่า การใช้โมเดลประสิทธิภาพสูงสุดกับงานปริมาณมากมีต้นทุนโทเคนที่ “บางครั้งแพงกว่าการจ้างคน” เขาระบุว่าบริษัทปรับแต่งโมเดลจนลดต้นทุนโทเคนได้ประมาณ 70–80% แต่ไม่ได้เปิดเผยช่วงเวลาที่ใช้คำนวณหรือเกณฑ์เปรียบเทียบ
วิเจสิงเฮกล่าวว่าเทคโนโลยีเอเจนต์ยังไม่成熟พอที่จะดำเนินงานขนาดใหญ่ได้อย่างอิสระ และอธิบายแนวทางการทำงานที่ “ให้คนเป็นผู้นำ” คำกล่าวของผู้บริหารทั้งสองสะท้อนว่า การใช้ AI ในสถานประกอบการอุตสาหกรรมต้องคำนึงถึงความแม่นยำ ต้นทุน ความปลอดภัยของอุปกรณ์ และการกำกับดูแลโดยมนุษย์
ฮันนี่เวลล์นำเสนอแนวคิดเชื่อมระบบปรับอากาศและระบายอากาศ ระบบควบคุมอัคคีภัย และระบบรักษาความปลอดภัยในอาคาร โดยให้ AI agent เรียนรู้ความเชื่อมโยงระหว่างระบบเพื่อช่วยบริหารการทำงาน ส่วนเอคโคแล็บยกตัวอย่างการใช้ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ในเครื่องล้างจาน อุปกรณ์ดักจับแมลง และระบบน้ำ เพื่อลดการเข้าตรวจสถานที่และคาดการณ์ช่วงเวลาบำรุงรักษา ทั้งสองบริษัทไม่ได้เปิดเผยขนาดการใช้งานหรือดัชนีวัดผลที่เป็นรูปธรรม
เอคโคแล็บตั้งเป้าบรรลุอัตราการประหยัดต้นทุนต่อปี 325 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2027 ตัวเลขนี้เป็นเป้าหมายการประหยัดรายปีในแผนเพิ่มผลิตภาพ “One Ecolab” ที่บริษัทประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าเป็นการประหยัดที่เกิดจาก AI เพียงอย่างเดียว
ความคิดเห็น 0