บิตคอยน์(BTC) ยังคง ‘แข็งแกร่งสวนตลาด’ ท่ามกลางแรงเทขายในตลาดหุ้นเอเชีย สะท้อนสัญญาณ ‘탈동조화’ หรือการเคลื่อนไหวที่เริ่มแยกตัวออกจากสินทรัพย์เสี่ยงประเภทอื่น
เมื่อวันพุธ (เวลาท้องถิ่น) บิตคอยน์ขยับขึ้นแตะราว 63,800 ดอลลาร์ หรือประมาณ 9,230,000 บาท เพิ่มขึ้นราว 1% ในช่วงเดียวกันนั้น ตลาดหุ้นเอเชียกลับร่วงแรงติดอันดับหนึ่งใน ‘ขาลง’ มากที่สุดของปี แต่ตลาดคริปโตยังเคลื่อนไหวอย่าง ‘มั่นคง’ โดยตลอด 7 วันที่ผ่านมา แม้หุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์(AI) จะเจอแรงขายอย่างหนัก บิตคอยน์ก็สามารถยืนราคาได้ นับเป็นครั้งที่สองแล้วที่ตลาดคริปโตไม่ไหลลงตามหุ้น AI
ฝั่งอัลต์คอยน์ก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน อีเธอเรียม(ETH) เพิ่มขึ้น 1% อยู่ที่ 1,899 ดอลลาร์ ริปเปิล(XRP) บวก 2% มาที่ 1.07 ดอลลาร์ ไบแนนซ์คอยน์(BNB) ขยับขึ้นแตะ 567 ดอลลาร์ ส่วนโซลานา(SOL) ทรงตัวบริเวณ 73 ดอลลาร์ ขณะที่โดชคอยน์(DOGE) ขยับขึ้นเล็กน้อย ตรงกันข้ามกับ ‘ไฮเปอร์ลิควิด(Hyperliquid)’ ที่ร่วงลง 3% กลายเป็นเหรียญหลักตัวเดียวที่เคลื่อนไหวในแดนลบ
‘คำ’ หุ้น AI สะดุด ฉุดชิปเซมิคอนดักเตอร์ร่วงยกแผง
แรงสั่นสะเทือนในตลาดทุนรอบนี้กระจุกตัวที่หุ้นกลุ่มชิปและเซมิคอนดักเตอร์ ดัชนีคอส피ของเกาหลีใต้ร่วงต่อเนื่อง 2 วัน รวมกว่า 11% จนเข้าใกล้ระดับ ‘ขาดทุนสองวัน’ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้ SKไฮ닉ซ์ จะประกาศกำไรไตรมาสล่าสุดพุ่งขึ้นถึง 557% แต่เพราะตัวเลขยังต่ำกว่าที่ตลาดคาด ทำให้ราคาหุ้นรูดลงราว 17% ขณะที่ซัมซุงอิเล็ก트로นิกส์ก็ถูกขายออกล่วงหน้า ก่อนประกาศงบ จนราคาหุ้นร่วงไปประมาณ 12%
ดัชนี MSCI เอเชีย–แปซิฟิก หลุดลงอีก 2% แตะระดับต่ำสุดตั้งแต่กลางเดือนเมษายน ฝั่งสหรัฐ ฟิวเจอร์สดัชนีแนสแด็ก100 ร่วงเพิ่ม 1% ต่อเนื่องเป็นวันที่ 5 ตอกย้ำภาวะ ‘พักฐาน’ ของหุ้นเทคขนาดใหญ่
ตัวเลขของ SKไฮ닉ซ์ แม้สะท้อนว่า ‘ดีมานด์ AI’ สำหรับชิปเมมโมรียังคงร้อนแรง แต่ก็ชี้ให้เห็นด้วยว่า ‘ความคาดหวังของตลาด’ วิ่งนำหน้าไปไกลกว่าความเป็นจริง การย่อตัวของราคาจึงถูกมองว่าเป็นการปลดล็อก ‘ฟองคาดหวัง’ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เกิดขึ้นมาแล้วในตลาดสหรัฐ เมื่อหุ้นเทคยักษ์ใหญ่ทำให้มูลค่าตลาดหายไปกว่า 7.97 แสนล้านดอลลาร์ในสัปดาห์เดียว
‘คำ’ บิตคอยน์เริ่ม ‘ดีคัปปลิ้ง’ จากหุ้น AI?
ในช่วงที่ผ่านมา บิตคอยน์มักจะเคลื่อนไหว ‘เป็นแพ็ก’ กับหุ้นชิปและหุ้น AI กล่าวคือ เมื่อหุ้นกลุ่มนี้ขึ้น บิตคอยน์ก็มักจะขึ้นตาม และเมื่อเจอแรงเทขายก็จะอ่อนตัวไปพร้อมกัน แต่ในรอบ 5 วันทำการล่าสุด ความสัมพันธ์นี้เริ่ม ‘ติดขัด’ และถูกทำลายลงถึงสองครั้ง
ระหว่างการร่วงของหุ้นกลุ่ม ‘แมกนีฟิเซนต์ 7 (Mag 7)’ ก่อนหน้านี้ บิตคอยน์แทบไม่ขยับตาม และในรอบแรงขายครั้งล่าสุด บิตคอยน์กลับ ‘ดีดขึ้น’ สวนทางหุ้นเทค ทำให้หลายฝ่ายมองว่านี่อาจเป็น ‘สัญญาณเริ่มต้น’ ของการ ‘탈동조화’ หรือ *ดีคัปปลิ้ง* จากกลุ่มหุ้น AI แม้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าเกิดการแยกตัวเต็มรูปแบบ
อย่างไรก็ตาม ยังมีมุมมองที่ระบุว่า การแยกทางครั้งนี้อาจยังไม่สมบูรณ์ เพราะอุตสาหกรรม ‘ขุดบิตคอยน์’ ยังเชื่อมโยงกับการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI อยู่มาก ทั้งในแง่การใช้ไฟ การลงทุนในฮาร์ดแวร์ ไปจนถึงการเช่าใช้ศูนย์ข้อมูล
‘คำ’ นโยบาย–ดอกเบี้ย–กฎหมายคริปโต จับตาโซนผันผวนรอบใหม่
ด้านปัจจัยนโยบาย บิตคอยน์เคยไหลหลุดลงไปต่ำกว่า 63,000 ดอลลาร์ชั่วคราว หลังวุฒิสภาสหรัฐเลื่อนการลงมติ ‘คลาริตี้ แอคต์(Clarity Act)’ ซึ่งเป็นร่างกฎหมายที่มีเป้าหมายเพื่อจัดระเบียบโครงสร้างตลาดคริปโตและกำหนดกรอบกำกับดูแลให้ชัดเจน ก่อนที่ราคาจะดีดกลับอย่างรวดเร็ว
กระแสคาดหวังต่อกฎหมายฉบับนี้ยิ่งแรงขึ้น หลังมีรายงานว่า ‘ประธานาธิบดีทรัมป์’ ตกลงยอมรับเงื่อนไขด้านจริยธรรม (ethics) บางส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายดังกล่าว ทำให้นักลงทุนจำนวนหนึ่งมองว่าโอกาสผ่านสภามีมากขึ้น
ในฝั่งนโยบายการเงิน การตัดสินใจอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ที่มีกำหนดประกาศในวันเดียวกัน ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด ตลาดประเมินความเป็นไปได้ของ ‘การขึ้นดอกเบี้ย’ ไว้ราว 15% เท่านั้น แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้สินทรัพย์เสี่ยงเคลื่อนไหวแบบระมัดระวัง
ถัดจากนี้ ยังมีตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญอย่าง ‘ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) แบบพื้นฐาน’ ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญสูง, ข้อมูลจีดีพีไตรมาส 2 ของสหรัฐ และผลประกอบการของบิ๊กเทคหลายรายรออยู่ด้านหน้า
"ความคิดเห็น" นักวิเคราะห์มองว่า เส้นทางต่อไปของบิตคอยน์จะขึ้นกับ 2 ปัจจัยหลัก คือ หนึ่ง ราคาจะสามารถรักษา ‘ทิศทางแยกตัว’ จากตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงอื่นได้ต่อเนื่องหรือไม่ และสอง ข้อมูลเศรษฐกิจและสัญญาณด้านนโยบายจะผลักให้ตลาดกลับมา ‘เทรดแบบสินทรัพย์เสี่ยง’ หรือจะเริ่มมองบิตคอยน์เป็น ‘สินทรัพย์ทางเลือก’ ที่ตอบสนองต่อปัจจัยคนละชุดกับหุ้นเทค
ในระยะสั้น ความผันผวนของบิตคอยน์(BTC) จึงยังผูกติดกับ ‘โทนคำพูดของเฟด’, ทิศทางเงินเฟ้อผ่านตัวเลข PCE, ภาพรวมเศรษฐกิจในตัวเลข GDP และความเสี่ยง–โอกาสจากกฎหมายคริปโตใหม่อย่าง ‘Clarity Act’ ว่าจะช่วย ‘ปลดล็อก’ หรือกลับมาสร้างแรงกดดันให้ตลาดอีกครั้ง
ความคิดเห็น 0