Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

สปาร์ก(Spark) ผงาดเป็นเลเยอร์กลางเชื่อมสเตเบิลคอยน์ ท่ามกลางตลาดแตกย่อยมูลค่าพันล้านดอลลาร์

ตลาด ‘สเตเบิลคอยน์’ กำลังเข้าสู่ยุคที่สภาพคล่องแตกตัวเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยมากขึ้นเรื่อย ๆ และในจังหวะนี้ โปรโตคอลสภาพคล่องดีไฟ ‘สปาร์ก(Spark)’ กำลังถูกจับตามองว่าอาจกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานตัวกลางที่เชื่อมสเตเบิลคอยน์หลากหลายสกุลเข้าด้วยกัน ท่ามกลางแนวโน้มที่ผู้ออกเหรียญต่างพยายาม ‘ล็อก’ สภาพคล่องไว้บนเครือข่ายของตัวเอง สปาร์กจึงเลือกเดิมพันกับบทบาท ‘เลเยอร์กลาง’ ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อสเตเบิลคอยน์ข้ามเชนและข้ามระบบนิเวศ

แซม แมคเฟอร์สัน(Sam MacPherson) ซีอีโอของฟีนิกซ์แล็บส์(Phoenix Labs) ผู้พัฒนาสปาร์ก มองว่าตลาดสเตเบิลคอยน์จะ “แตกย่อยมากขึ้นไปอีก” ตอนนี้ เพย์พาล(PayPal) ดันเหรียญ PYUSD, เซอร์เคิล(Circle) เดินหน้าเต็มตัวกับ USDC, เทเธอร์(Tether) ยังครองตลาดด้วย USDT ขณะที่ โรบินฮู้ด(Robinhood) ก็เข้าร่วมคอนซอร์เทียม USDG พร้อมทั้งพัฒนาบล็อกเชนของตัวเองไปพร้อมกัน ฝั่ง OUSD ที่มีสไตรป์(Stripe) และคอยน์เบส(Coinbase) ร่วมวง ก็ยิ่งทำให้ตลาดสเตเบิลคอยน์ดูเป็น ‘หลายขั้ว’ ชัดเจนขึ้น

นอกจากนี้ ยังมี USDe ของเอเธนา(ENA), USD1 ของเวิลด์ ลิเบอร์ตี ไฟแนนเชียล(World Liberty Financial) และ USDS ของสไค(Sky) เข้ามาเติมตัวเลือกใหม่ในตลาด ส่งผลให้สภาพคล่องกระจายไปตามเหรียญและบล็อกเชนจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ

‘สปาร์ก’ เลือกยืนตรงกลาง เชื่อมสภาพคล่องที่กระจาย

สปาร์กเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการปล่อยกู้และสภาพคล่องในระบบนิเวศ ‘สไค(Sky)’ ซึ่งก่อนหน้านี้รู้จักกันในชื่อเมเกอร์ดาว(MakerDAO) โปรเจกต์เลือกใช้ยูนิสวอป(Uniswap) เป็นฐานในการสร้างเลเยอร์ FX สำหรับการแลกเปลี่ยนระหว่างสเตเบิลคอยน์ จุดเด่นอยู่ที่โครงสร้าง ‘ดูอัลพูล(DualPool)’ ที่ออกแบบให้สินทรัพย์ถูกเก็บไว้ในคลัง(on-chain vault) เพื่อสร้างผลตอบแทนเป็นหลัก และจะถูกดึงออกมาลงสภาพคล่องในพูลเฉพาะตอนที่มีความต้องการซื้อขายจริง เพื่อให้การเทรดจบลงภายใน ‘หนึ่งบล็อก’

สปาร์กจัดสรรสภาพคล่องราว 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2,169 พันล้านบาท) ลงในพูลของยูนิสวอป v4 เพื่อรองรับการเทรดระหว่าง USDS, USDT และ PYUSD ภายในเวลาเพียง 30 วันหลังเปิดตัว ระบบนี้ประมวลผลปริมาณเทรดสะสมไปแล้วประมาณ 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 21,690 พันล้านบาท) คิดเป็นราว 30% ของการสวอประหว่างสเตเบิลคอยน์ทั้งหมดบนยูนิสวอป

ในเวลาเดียวกัน สปาร์กยังเข้าร่วมในการจัดหาสภาพคล่อง PYUSD ผ่านความร่วมมือกับเพย์พาล ช่วยขยายบทบาทของตัวเองท่ามกลางการแข่งขันกับผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดสเตเบิลคอยน์

หันหลังให้ B2C เน้นเป็น ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ ให้แพลตฟอร์มใหญ่

เดิมทีสปาร์กเคยพิจารณาปล่อยแอปสำหรับผู้ใช้งานปลายทางโดยตรง แต่เมื่อเทียบกับแรงกดดันการแข่งขันจากยักษ์ใหญ่อย่างคอยน์เบส เพย์พาล และโรบินฮู้ด ทีมงานจึงตัดสินใจเปลี่ยนทิศทาง มุ่งไปที่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านสภาพคล่องและการสร้างผลตอบแทนให้กับแพลตฟอร์มที่มีฐานผู้ใช้เดิมอยู่แล้ว ผ่านโมเดล B2B และ B2B2C แทน

ตัวอย่างชัด ๆ คือบริการ ‘Earn’ ของโรบินฮู้ด ที่เสนออัตราผลตอบแทนราว 7% ให้ผู้ใช้งาน โดยนำเงินของลูกค้าไปจัดสรรในคลังสินทรัพย์บนเชน และในกระบวนการนี้ สปาร์กเป็นหนึ่งในผู้จัดการสภาพคล่องเบื้องหลัง โครงสร้างดังกล่าวสามารถดึงเงินฝากได้มากกว่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2,892 พันล้านบาท) ภายใน 24 วันหลังเปิดตัว

ขยายสู่ตลาดสถาบัน พร้อมดันสินเชื่อ ‘บิตคอยน์’ โตต่อ

สปาร์กไม่ได้โฟกัสแค่ฝั่งดีไฟสำหรับผู้ใช้ทั่วไป แต่ยังเดินหน้าในตลาดลูกค้าสถาบันควบคู่กันไปผ่านธุรกิจปล่อยกู้ โดยร่วมมือกับแองเคอริจ(Anchorage) ให้บริการสินเชื่อที่ใช้บิตคอยน์(BTC) เป็นหลักประกัน ปัจจุบัน พอร์ตสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ประมาณ 260 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,759 พันล้านบาท) ส่วนยอดปล่อยกู้สะสมทะลุ 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐไปแล้ว เป้าหมายภายในสิ้นปีถูกวางไว้ที่ระดับ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม การซบเซาของตลาดดีไฟทำให้รายได้ต่อปีของสปาร์กหดตัวลง จากช่วงตลาดกระทิงที่เคยทำได้ราว 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เหลือประมาณ 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน แมคเฟอร์สันยังคงมองบวก โดยระบุว่าการยอมรับจากฝั่งสถาบันและความชัดเจนด้านกฎระเบียบ “กำลังดีขึ้นพร้อม ๆ กัน” และมองว่าพื้นฐานตลาดยังแข็งแรงอยู่

เพื่อรองรับลูกค้าสถาบัน สปาร์กอยู่ระหว่างกระบวนการขอรับการประเมินเครดิตจากบริษัทจัดอันดับรายใหญ่แบบดั้งเดิมอย่างเอสแอนด์พี(S&P) และมูดิส(Moody’s) ควบคู่ไปกับการให้สถาบันด้านคริปโตอย่างเครโดรา(Credora) เข้ามาช่วยประเมินความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่ง เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถประเมินโปรไฟล์ความเสี่ยงได้โปร่งใสมากขึ้น

‘ตลาดจ่ายเงินแบบแตกเป็นชิ้น’ อาจกลายเป็นโอกาส

ในมุมมองของแมคเฟอร์สัน การที่สเตเบิลคอยน์แตกตัวเป็นหลายสกุล หลายระบบนิเวศ อาจไม่ได้เป็นแค่ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง แต่ยังอาจสร้าง ‘ปริมาณธุรกรรม’ เพิ่มขึ้นด้วย เขาคาดว่าหาก ‘GENIUS Bill’ และ ‘Clarity Bill’ ของสหรัฐฯ เริ่มใช้จริงเต็มรูปแบบ ตลาดการชำระเงินบนเชนอาจขยายตัวจนมีมูลค่ารวมแตะระดับ 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030

ท้ายที่สุด กลยุทธ์ของสปาร์กจึงค่อนข้างตรงไปตรงมา นั่นคือการเป็น ‘ฮับสภาพคล่องแบบเป็นกลาง’ ที่เชื่อมต่อระบบนิเวศสเตเบิลคอยน์ที่แตกเป็นเสี่ยง ๆ เข้าด้วยกัน ยิ่งผู้ให้บริการออกเหรียญแต่ละรายเร่งสร้างจักรวาลของตัวเองมากเท่าไร มูลค่าของโครงสร้างพื้นฐานที่ทำหน้าที่เชื่อมโลกเหล่านั้นเข้าหากันก็มีโอกาสเติบโตตามไปเท่านั้น ‘สปาร์ก’ จึงกำลังลองพิสูจน์ตัวเองว่าในยุคสเตเบิลคอยน์แตกย่อย ใครกันแน่ที่จะเป็นคนวางรางเชื่อมสภาพคล่องทั้งหมดเข้าด้วยกัน

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1