SHEIN รายงานผลขาดทุนสุทธิ 99 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกของปี 2026 พลิกจากกำไรเป็นขาดทุนเป็นครั้งแรก จากแรงกดดันของมาตรการภาษีนำเข้าพัสดุราคาต่ำที่เข้มงวดขึ้นทั้งในสหรัฐฯ และยุโรป ซึ่งกระทบโดยตรงต่อโมเดลธุรกิจสินค้าราคาประหยัดที่เป็นจุดแข็งของบริษัท
รอยเตอร์ (Reuters) รายงานตัวเลขผลประกอบการนี้โดยอ้างอิงเอกสารยื่นเพื่อเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงของ SHEIN ทั้งนี้ในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า บริษัทยังคงทำกำไรสุทธิได้ถึง 395 ล้านดอลลาร์
ยอดขายในตลาดสหรัฐฯ อยู่ที่ 2,040 ล้านดอลลาร์ ลดลง 14.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ยอดขายรวมของบริษัทเติบโตเพียง 1.1% และอัตรากำไรจากการดำเนินงานลดลงจาก 3.9% เหลือ 2.9%
แรงกดดันด้านผลกำไรเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงกฎ 'de minimis' หรือมาตรการยกเว้นภาษีสำหรับพัสดุมูลค่าต่ำของสหรัฐฯ ซึ่งเดิมทีสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดจะได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าหรือผ่านพิธีการศุลกากรแบบง่าย
หน่วยงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (CBP) ยกเลิกสิทธิยกเว้นภาษีสำหรับพัสดุจากจีนที่มีมูลค่าไม่เกิน 800 ดอลลาร์ มีผลตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2025 เป็นต้นมา SHEIN ระบุในเอกสารยื่นตลาดหลักทรัพย์ว่าสินค้าที่ผลิตในจีนซึ่งขายและจัดส่งไปยังสหรัฐฯ ต้องเสียภาษีนำเข้าในอัตรา 10-87.5%
เพื่อรับมือกับภาระภาษีและค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น SHEIN ดำเนินมาตรการหลายด้าน หนึ่งในนั้นคือการปรับขึ้นราคาขายในตลาดสหรัฐฯ โดยบริษัทออกประกาศแจ้งลูกค้าว่าจะเริ่มปรับราคาตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2025 พร้อมให้เหตุผลว่าต้นทุนดำเนินงานเพิ่มขึ้นจากกฎการค้าโลกและภาษีนำเข้าที่เปลี่ยนแปลงไป
หน้าคำแนะนำเรื่องภาษีสำหรับลูกค้าสหรัฐฯ ของ SHEIN ระบุว่ายอดชำระเงินคือยอดสุดท้าย ลูกค้าไม่ต้องจ่ายภาษีเพิ่มเติมอีกตอนได้รับสินค้า ซึ่งสะท้อนว่าภาษีนำเข้าอาจถูกรวมไว้ในราคาสินค้าที่แสดงไว้แล้ว แทนที่จะเรียกเก็บแยกเป็นค่าธรรมเนียมต่างหาก
สหภาพยุโรป (EU) ก็เข้มงวดกับการเก็บภาษีพัสดุราคาต่ำเช่นกัน คณะกรรมาธิการยุโรปเริ่มเก็บภาษีนำเข้าชั่วคราวชิ้นละ 3 ยูโร สำหรับพัสดุจากนอกกลุ่ม EU ที่มีมูลค่าไม่เกิน 150 ยูโร มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2026
SHEIN ระบุในเอกสารยื่นตลาดหลักทรัพย์ว่าการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบของยุโรปอาจส่งผลกระทบในระดับใกล้เคียงหรือมากกว่าการยกเลิกมาตรการ de minimis ของสหรัฐฯ เมื่อความได้เปรียบด้านราคาลดลงพร้อมกันทั้งในสหรัฐฯ และยุโรป ภาระต้นทุนของโมเดลธุรกิจที่ผสานห่วงโซ่อุปทานจีนเข้ากับการจัดส่งตรงถึงผู้บริโภคจึงเพิ่มสูงขึ้น
ยอดขายรวมทั้งปี 2025 ของ SHEIN อยู่ที่ 41,850 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 8% จากปีก่อนหน้า ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 2,060 ล้านดอลลาร์ ลดลงถึง 38.7%
บริษัทพยายามลดการพึ่งพารายได้จากการขายสินค้า ด้วยการขยายธุรกิจบริการและตลาดกลาง (marketplace) ตัวเลขจากเอกสารที่รอยเตอร์อ้างอิงระบุว่ารายได้จากธุรกิจบริการเพิ่มขึ้นจาก 868 ล้านดอลลาร์ เป็น 4,700 ล้านดอลลาร์
กระนั้น รายได้จากการขายสินค้ายังคงเป็นสัดส่วนหลักราว 90% ของยอดขายทั้งปี 2025 หรือคิดเป็นมูลค่า 37,100 ล้านดอลลาร์ การเติบโตของรายได้จากธุรกิจบริการเพียงอย่างเดียวจึงยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยผลกำไรที่ลดลงจากการขายสินค้าได้
ข้อมูลจากโครงการ Brand Accelerator ของ SHEIN ระบุว่า ณ สิ้นปี 2025 มีแบรนด์เข้าร่วมโครงการแล้ว 20 แบรนด์ และสร้างยอดขายสะสมรวมกันเกิน 580 ล้านดอลลาร์ โดยบริษัทให้บริการด้านการจัดส่งสินค้า การผลิตตามคำสั่งซื้อ (on-demand) และแพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้าทั่วโลก
ขณะเดียวกัน การเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงของ SHEIN ยังคงดำเนินต่อไปท่ามกลางแรงกดดันด้านต้นทุน รอยเตอร์รายงานว่า SHEIN กำลังหาช่องทางระดมทุนด้วยมูลค่าบริษัท (valuation) ในช่วง 40,000-50,000 ล้านดอลลาร์ ทั้งนี้เอกสารยื่นตลาดหลักทรัพย์ยังไม่มีการเปิดเผยขนาดการเสนอขายหุ้น ช่วงราคาเสนอขาย กำหนดเวลา หรือมูลค่าเงินทุนที่คาดว่าจะระดมได้
ภาระด้านกฎระเบียบยังคงมีต่อเนื่อง SHEIN ระบุว่าธุรกิจในสหรัฐฯ อยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหพันธรัฐสหรัฐฯ (FTC) ซึ่งผลการตรวจสอบอาจนำไปสู่การจ่ายค่าปรับจำนวนมาก ส่วนมาตรการภาษีชั่วคราวสำหรับพัสดุราคาต่ำของ EU จะมีผลบังคับใช้ไปจนถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2028
ความคิดเห็น 0