โซลานา(SOL) ทำผลตอบแทนพุ่งขึ้น 41.5% ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สูงกว่าอัตราการปรับขึ้นของดัชนีแนสแด็ก(Nasdaq) ถึง 10 เท่า ขณะที่บิตคอยน์(BTC) และอีเธอเรียม(ETH) ปรับขึ้น 25.0% และ 32.6% ตามลำดับ แต่เมื่อดูผลตอบแทนนับตั้งแต่ต้นปี ทั้งสามเหรียญยังทำได้แย่กว่าดัชนีหุ้นหลักของสหรัฐฯ
คริปโตดอทคอม รีเสิร์ช (Crypto.com Research) ระบุในรายงานตลาดสินทรัพย์ประจำเดือนสิงหาคมว่า ดัชนีแนสแด็ก คอมโพสิต ปรับขึ้น 3.9% ส่วนดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 2.6% ทองคำขยับขึ้น 9.9% ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ปรับลง 4.0% รายงานระบุว่าสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นสินทรัพย์เสี่ยงกลุ่มหลักที่มีแรงส่งด้านราคาแข็งแกร่งที่สุดในเดือนสิงหาคม
แต่เมื่อนับผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม ภาพกลับต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง โดย SOL ติดลบ 17.3% ETH ติดลบ 17.0% และ BTC ติดลบ 10.3% ขณะที่ดัชนีแนสแด็กบวก 13.5% ดัชนี S&P 500 บวก 12.3% และกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ปรับขึ้นถึง 28.9% ในช่วงเดียวกัน
สาเหตุที่ผลตอบแทนรายเดือนกับรายปีสวนทางกันมาจากการปรับฐานรุนแรงในช่วงครึ่งปีแรก เทคโฟลว์ (TechFlow) มองว่าการปรับขึ้นในเดือนสิงหาคมเป็น 'การฟื้นตัวของมูลค่า' หลังราคาปรับลงมาก่อนหน้านี้ มากกว่าจะเป็นสัญญาณยืนยันตลาดขาขึ้นรอบใหม่ และแม้ความเสี่ยงที่นักลงทุนยอมรับได้จะกลับมา แต่เม็ดเงินยังไม่ได้ไหลเข้าสินทรัพย์หลักอย่างเต็มรูปแบบ
การปรับขึ้นรอบนี้ของ SOL มีขนาดใหญ่กว่าช่วงที่เคยดีดตัวกลับมาแตะระดับกลาง 80 ดอลลาร์ในช่วงสั้นๆก่อนหน้านี้ แต่ผลตอบแทนรายเดือนเพียงเดือนเดียวยังไม่เพียงพอที่จะบอกได้ว่าผลขาดทุนตั้งแต่ต้นปีได้รับการชดเชยแล้ว
ในด้านกระแสเงินทุน กองทุน ETF บิตคอยน์แบบสปอตในสหรัฐฯ มีเงินไหลเข้าสุทธิ 3.5 พันล้านดอลลาร์ในเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดรายเดือนนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025 ส่วนกองทุน ETF อีเธอเรียมแบบสปอตมีเงินไหลเข้า 1.8 พันล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกัน
คริปโตดอทคอมระบุว่า เงินไหลเข้าสุทธิของกองทุนทั้งสองประเภทเป็นแรงหนุนความต้องการจากนักลงทุนสถาบันในเดือนสิงหาคม โดย ETF แบบสปอตถูกใช้เป็นช่องทางเข้าถึงความเคลื่อนไหวของราคาคริปโตทางอ้อม และรายงานฉบับนี้ระบุเงินไหลเข้า ETF เป็นหนึ่งในปัจจัยที่หนุนแรงซื้อในเดือนสิงหาคม
ภาคการเงินดั้งเดิมยังคงขยายธุรกิจด้านสินทรัพย์ดิจิทัลต่อเนื่อง โดยแบล็คร็อค(BLK) ขยายขนาดกองทุนตลาดเงินที่แปลงเป็นโทเคน (Tokenized Money Market Fund) ขณะที่ชาร์ลส์ ชวาบ(SCHW) ขยายบริการด้านคริปโตของตัวเอง นอกจากนี้การออกหุ้นที่แปลงเป็นโทเคนและสินทรัพย์โลกจริงหรือ RWA ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน สะท้อนว่าช่องทางให้เม็ดเงินจากสถาบันเข้าสู่ตลาดกว้างขึ้น
RWA คือการนำสิทธิและมูลค่าของสินทรัพย์ในโลกจริง เช่น อสังหาริมทรัพย์หรือพันธบัตร มาแสดงในรูปแบบโทเคนบนบล็อกเชน รายงานฉบับนี้ระบุว่าการออก RWA ที่เพิ่มขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าเม็ดเงินจากสถาบันมีช่องทางเข้าถึงตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลที่หลากหลายมากขึ้น
เข้าสู่เดือนกันยายน ปริมาณการซื้อขายคริปโตแบบสปอตเริ่มชะลอตัวลง ตลาดกำลังจับตาการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐหรือ FOMC เพื่อดูทิศทางอัตราดอกเบี้ยและสภาพคล่อง โดยเฟด(Fed) มีกำหนดประชุม FOMC ในวันที่ 15-16 กันยายนตามเวลาสหรัฐฯ ซึ่งตรงกับวันที่ 16-17 กันยายนตามเวลาประเทศไทย
เทคโฟลว์วิเคราะห์ว่า หากธนาคารกลางสหรัฐยังใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดต่อไป สินทรัพย์คริปโตซึ่งอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอาจเผชิญแรงกดดันในระยะสั้น ในทางกลับกัน หากท่าทีของเฟดผ่อนคลายลง สภาพคล่องในตลาดก็อาจปรับตัวดีขึ้นได้
ทั้งนี้ การวิเคราะห์ดังกล่าวไม่ใช่การชี้ทิศทางราคาที่แน่นอน แต่เป็นการอธิบายตัวแปรของตลาดที่เชื่อมโยงกับนโยบายการเงิน จึงยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าตลาดขาขึ้นรอบใหม่เริ่มต้นขึ้นแล้ว เพียงเพราะผลตอบแทนที่พุ่งขึ้นในเดือนสิงหาคมและเงินไหลเข้า ETF เท่านั้น
กล่าวโดยสรุป ตลาดคริปโตในเดือนสิงหาคมฟื้นตัวแรงกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่างชัดเจน แต่เมื่อนับจากต้นปียังอยู่ในช่วงไล่ตามผลขาดทุน ส่วนผลขาดทุนของ SOL, ETH และ BTC จะฟื้นตัวได้มากน้อยเพียงใด ยังต้องรอดูผลการประชุม FOMC เดือนกันยายนและทิศทางการไหลของเงินทุนหลังจากนี้
ความคิดเห็น 0