ไซเฟอร์ดิจิทัล($CIFR)ได้รับการจัดประเภทแบบมีเงื่อนไขสำหรับโครงการรวม 3.2GW ภายใต้ขั้นตอน ‘Batch Zero’ ของ ERCOT หน่วยงานผู้ดำเนินการโครงข่ายไฟฟ้าเท็กซัส แต่การจัดประเภทครั้งนี้ยังไม่ใช่การอนุมัติเชื่อมต่อโครงข่ายขั้นสุดท้าย และไม่ได้ยืนยันกำหนดเปิดดำเนินงานของศูนย์ข้อมูล
ERCOT แบ่งกำลังไฟฟ้า 3.2GW เป็น ‘Conditional Base Load’ ขนาด 1.1GW และ ‘Conditional Studied Load’ ขนาด 2.1GW ไซเฟอร์ดิจิทัลระบุว่าได้รับข้อเสนอแนะเบื้องต้นเกี่ยวกับกำลังไฟฟ้า 3.2GW จากผู้ประกอบการระบบส่งไฟฟ้าแล้ว และจะเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมหลังทบทวนการจัดประเภทของแต่ละโครงการ
บริษัทยังไม่เปิดเผยการจัดสรรกำลังไฟฟ้ารายโครงการ โดย ‘Studied Load’ ต้องผ่านการศึกษาระบบไฟฟ้าเพิ่มเติม ทำให้กำลังไฟฟ้าที่ใช้งานได้จริงอาจเปลี่ยนแปลงตามผลการตรวจสอบโครงข่ายส่งไฟฟ้า
Batch Zero ของ ERCOT เป็นขั้นตอนที่รวบรวมโครงการที่มีความต้องการไฟฟ้าขนาดใหญ่ตั้งแต่ 75MW ขึ้นไป เพื่อประเมินความสามารถในการรองรับของระบบและความจำเป็นในการเสริมโครงข่ายส่งไฟฟ้าพร้อมกัน วิธีนี้ช่วยให้ ERCOT พิจารณาผลกระทบจากความต้องการไฟฟ้ารวมของศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่และเหมืองบิตคอยน์(BTC) แทนการจัดการคำขอเชื่อมต่อเป็นรายโครงการ
คณะกรรมการบริการสาธารณะรัฐเท็กซัสอนุมัติขั้นตอน Batch Zero ในเดือนมิถุนายน 2026 โดย ERCOT ระบุว่าจะบริหารการจ่ายไฟให้ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่สอดคล้องกับความน่าเชื่อถือของระบบ
โครงการที่ได้รับการจัดประเภทแบบมีเงื่อนไขยังต้องผ่านการตรวจสอบและการตรวจสอบบัญชี โหลดขนาดใหญ่ตั้งแต่ 75MW ขึ้นไปต้องผ่านข้อกำหนดและการตรวจเอกสารเฉพาะก่อนเดินหน้าต่อ ส่วนโครงการที่อยู่ในกลุ่ม Studied Load อาจถูกปรับขนาดการจัดสรรตามผลการศึกษาโครงข่ายเพิ่มเติม
การจัดประเภทครั้งนี้สอดคล้องกับกลยุทธ์ด้านการจัดหาพลังงานของไซเฟอร์ดิจิทัล ซึ่งกำลังขยายธุรกิจจากบริษัทขุดสินทรัพย์ดิจิทัลไปสู่ผู้พัฒนาศูนย์ข้อมูลประสิทธิภาพสูง หรือ HPC บริษัทระบุในอัปเดตธุรกิจเดือนสิงหาคม 2026 ว่ามีพอร์ตโฟลิโอพลังงานราว 4.4GW ในหลายพื้นที่ของเท็กซัส
ไซเฟอร์ดิจิทัลระบุว่าพอร์ตโฟลิโอพลังงานส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับขั้นตอน ERCOT Batch Zero ดังนั้น การจัดประเภท 3.2GW ครั้งนี้หมายถึงโครงการเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาเพื่อเชื่อมต่อโครงข่ายแล้ว แต่ยังไม่ควรตีความว่าได้รับสิทธิใช้ไฟฟ้าอย่างแน่นอน
นอกเหนือจากการเชื่อมต่อโครงข่ายส่งไฟฟ้า บริษัทกำลังพัฒนาท่อส่งด้านข้างที่เชื่อมกับโครงข่ายก๊าซธรรมชาติด้วย โดยเมื่อวันที่ 3 กันยายน บริษัทระบุว่าเริ่มพัฒนาท่อที่รองรับการผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ได้สูงสุด 2.5GW จากหลายโครงการ
บริษัทตั้งเป้าจัดหาพลังงานใหม่ให้ได้ก่อนสิ้นปี 2027 อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยเงื่อนไขการดำเนินงานที่ชัดเจนเกี่ยวกับผู้ผลิตไฟฟ้า ค่าใช้จ่าย และการจัดสรรตามพื้นที่
ขั้นตอนการพิจารณาความต้องการไฟฟ้าขนาดใหญ่แบบรวมของ ERCOTแสดงให้เห็นว่าโครงการของแต่ละบริษัทอาจได้รับการจัดประเภทเป็น Base Load หรือ Studied Load แตกต่างกัน แม้เป็นบริษัทเดียวกันและมีหลายโครงการ แต่ขั้นตอนเชื่อมต่อไฟฟ้าอาจแตกต่างกันตามสภาพโครงข่ายของแต่ละพื้นที่และความจำเป็นในการเสริมระบบส่งไฟฟ้า
ก่อนหน้านี้ ไซเฟอร์ดิจิทัลระบุว่าได้นำศูนย์ขนาด 207MW ในเมืองโอเดสซา รัฐเท็กซัส และศูนย์ Black Pearl ขนาด 300MW ในเมืองวิงก์เข้าสู่พอร์ตโฟลิโอศูนย์ข้อมูลแล้ว ข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยระบุว่าพอร์ตโฟลิโอศูนย์ข้อมูลมี 10 แห่ง รวม 4.2GW และบริษัทมีพอร์ตโฟลิโอพลังงานราว 3.4GW
การเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าและการผลิตไฟฟ้าในพื้นที่เป็นคนละขั้นตอนกัน การผลิตไฟฟ้าในพื้นที่อาจลดการพึ่งพาโครงข่ายส่งไฟฟ้าได้ แต่ไม่สามารถทดแทนการจัดประเภทแบบมีเงื่อนไขของ ERCOT Batch Zero หรือการอนุมัติเชื่อมต่อขั้นสุดท้ายได้
ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้ในขณะนี้คือ โครงการรวม 3.2GW ของไซเฟอร์ดิจิทัลถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มพิจารณาแบบมีเงื่อนไขภายใต้ Batch Zero การจัดสรร Base Load และ Studied Load รายโครงการ ปริมาณไฟฟ้าขั้นสุดท้าย และกำหนดการเสริมโครงข่ายส่งไฟฟ้าจะกำหนดหลังผ่านการตรวจสอบ การตรวจสอบบัญชี และการศึกษาระบบไฟฟ้าเพิ่มเติมของ ERCOT
ความคิดเห็น 0