Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

คอยน์เบสชี้ CLARITY Act คือกุญแจคืนบทบาทผู้นำคริปโตให้สหรัฐฯ ภายในปี 2026

จอห์น ดากอสติโน หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์องค์กรของบริษัทคริปโตชื่อดังอย่างคอยน์เบส เปิดเผยว่า การผลักดันร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในสหรัฐฯ นั้น ‘ซับซ้อนกว่า’ ร่างกฎหมายควบคุมสเตเบิลคอยน์ ซึ่งจะใช้เวลาในการพิจารณานานกว่า แต่เขายังเชื่อมั่นว่าด้วยแรงกดดันจากการแข่งขันระดับโลกและการไหลออกของบุคลากรจากสหรัฐฯ จะผลักดันให้ร่างกฎหมายนี้ผ่านความเห็นชอบได้ภายในปี 2026

เมื่อวันที่ 24 สื่อ CNBC รายงานคำให้สัมภาษณ์ของดากอสติโน โดยเขาเตือนว่า การที่ประเทศอื่นอย่าง ‘ยุโรป’ และ ‘สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์’ เดินหน้าออกกฎควบคุมคริปโตอย่างชัดเจน กำลังเร่งให้บุคลากรฝีมือดีและเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ ไหลออกนอกประเทศ ทั้งนี้ เขามองว่านี่เป็น ‘จุดเปลี่ยน’ ที่สมาชิกสภาคองเกรสควรใช้เป็นแรงผลักดันในการเร่งออกกฎหมาย

ปัจจุบัน คณะกรรมาธิการธนาคารของวุฒิสภาสหรัฐฯ มีกำหนดพิจารณาลงมติร่างกฎหมาย ‘CLARITY Act’ ในวันที่ 15 มกราคม โดยร่างนี้ถูกเลื่อนมาหลายเดือนจากความขัดแย้งภายในในประเด็นสำคัญ เช่น ดีไฟ(DeFi), การจัดประเภทโทเคน และโครงสร้างสเตเบิลคอยน์แบบให้ผลตอบแทน

ดากอสติโนกล่าวว่า “กฎหมายโครงสร้างตลาดไม่ใช่เรื่องเรียบง่าย เพราะมันครอบคลุมหลายประเด็นมากกว่าสเตเบิลคอยน์” พร้อมชี้ว่าการจัดระเบียบพื้นฐานของอุตสาหกรรมคริปโตจำเป็นต้องอาศัยการออกแบบเชิงระบบ มากกว่าการกำหนดแนวทางชั่วคราว

ร่าง CLARITY Act จะจัดประเภทโทเคนแบบไม่มีผู้ควบคุมอย่างถาวรให้อยู่ภายใต้การดูแลของคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์(CFTC) ส่วนโทเคนที่มีผู้ควบคุมหรือมีการแบ่งสรรผลประโยชน์จะอยู่ภายใต้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(SEC) พร้อมทั้งเสนอให้กลุ่มผู้พัฒนา, DAO ที่คิดค่าธรรมเนียม และฟรอนต์เอนด์ของดีไฟต้องลงทะเบียบกำกับดูแล และให้อิสระกับสมาร์ตคอนแทรกต์ที่ไม่มี ‘คีย์ควบคุมการอัปเกรด’ ผ่านหลัก ‘เซฟ ฮาร์เบอร์’

ความคิดเห็น: โครงสร้างกฎหมายแบบนี้อาจเป็นทางสายกลางที่ลดแรงต้านจากหน่วยงานกำกับดูแล ทั้งในแง่ของนวัตกรรมและการดูแลความเสี่ยง

ดากอสติโนยังระบุว่า ประสบการณ์ของคอยน์เบสจากการผลักดันร่างกฎหมาย GENIUS Act ซึ่งผ่านไปในปี 2025 มีบทเรียนสำคัญในการออกแบบนโยบาย โดย GENIUS Act ได้วางแนวทางชัดเจนสำหรับการออกและถือครองเหรียญสเตเบิลคอยน์ ซึ่งเปิดทางให้ธนาคารขนาดใหญ่อย่างเจพีมอร์แกนและซิตี้กรุ๊ปเข้ามาในตลาด

เขาแสดงความเห็นว่า ปัจจุบันมีบริษัทจำนวนมากเริ่มทดลองออกโทเคนเพื่อใช้ในระบบรับชำระเงิน ซึ่งหากกฎหมายโครงสร้างตลาดผ่าน อาจเห็นบริษัทดั้งเดิมนำบล็อกเชนไปใช้ควบคุมห่วงโซ่อุปทานและการจัดการข้อมูลลูกค้าในวงกว้าง

ความคิดเห็น: ความชัดเจนทางกฎหมายคือ ‘ตัวเร่ง’ ที่ทำให้บริษัทแบบไม่ใช่สายคริปโต กล้าติดตามเทคโนโลยีนี้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความพยายามยังต้องเจอกับแรงต้านจากธนาคารบางแห่ง ดากอสติโนมองว่า ธนาคารยังคงพยายามจำกัดคุณสมบัติ ‘การให้ดอกเบี้ย’ บนสเตเบิลคอยน์ โดยให้เหตุผลว่าแพลตฟอร์มที่จ่ายดอกเบี้ยอาจกระทบกับระบบการฝากเงินแบบดั้งเดิม เขากล่าวว่า “ธนาคารได้ดอกเบี้ยราว 4% จากเงินสำรองที่ฝากไว้กับธนาคารกลางแต่ไม่ได้ส่งต่อรายได้นั้นให้ลูกค้าเลย” พร้อมวิจารณ์ว่าสเตเบิลคอยน์กลับมอง ‘การแบ่งปันรายได้แก่ผู้ถือ’ เป็นหลักการพื้นฐาน

ทางด้านไฟยาร์ เชียร์ซาด หัวหน้าฝ่ายนโยบายของคอยน์เบส ยังเตือนด้วยว่า การห้ามจ่ายดอกเบี้ยเช่นนี้อาจลดความสามารถในการแข่งขันของสเตเบิลคอยน์ที่มีมูลค่าผูกกับดอลลาร์ในเวทีระหว่างประเทศ โดยอ้างว่า ‘จีน’ เตรียมเปิดการใช้งานหยวนดิจิทัล พร้อมดอกเบี้ย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีทรัมป์และวุฒิสมาชิกรีพับลิกัน ซินเทีย ลูมิส ก็วิพากษ์วิจารณ์ ‘ความไม่แน่นอนของกฎหมายสหรัฐฯ’ ว่าเป็นเหตุให้บริษัทหลายแห่งย้ายถิ่นฐานไปต่างประเทศ โดยเธอชี้ว่า CLARITY Act จะเป็นกุญแจสำคัญในการทวงคืน ‘บทบาทนำ’ ของสหรัฐฯ ในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล

แม้จะมีความไม่แน่นอนเรื่องงบประมาณรัฐบาลกลางหรือความเสี่ยงปิดหน่วยงานภาครัฐ แต่ดากอสติโนยังคงมองโลกในแง่ดี โดยเขาเผยว่า การเพิ่มแรงกดดันจากมาตรฐานต่างประเทศกำลังกลายเป็น ‘เชื้อเพลิงชั้นดี’ ที่เร่งให้ฝ่ายนิติบัญญัติลงมือ

ปัจจุบัน วุฒิสมาชิกจากทั้งสองพรรคมุ่งมั่นผลักดันฉบับปรับปรุงของ CLARITY Act ให้หลุดจากชั้นคณะกรรมาธิการให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยจากกรณีร่างกฎหมายเกี่ยวกับคริปโตที่เคยผ่านสภาผู้แทนแต่ตกค้างในวุฒิสภา โดยยังคงมีประเด็นอ่อนไหวที่ต้องถกเถียง เช่น การเก็บสินทรัพย์ดิจิทัลของแพลตฟอร์ม DeFi, การบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตร และการอนุญาตให้ใส่คริปโตในพอร์ตเกษียณอายุ

หาก CLARITY Act ผ่านอย่างราบรื่น จะถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เปิดประตูให้บริษัทดั้งเดิมและสตาร์ตอัปสายบล็อกเชนสามารถดำเนินกิจการในกรอบกฎหมายได้อย่างมั่นใจ พร้อมทั้งเป็นการส่งสัญญาณว่า “สหรัฐฯ พร้อมจะกลับมาเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมคริปโตอีกครั้ง”

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1