อีเธอเรียม(ETH) กำลังเผชิญแรงขายจากนักลงทุนรายใหญ่ แม้จะมีพัฒนาการด้านโครงสร้างเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการขยายขีดความสามารถในการประมวลผล หรือการเพิ่มจำนวนเหรียญที่ถูกนำไปฝากสเตกกิง ความเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นถึง 'จุดสมดุล' ที่กำลังถูกท้าทาย ระหว่างเทคโนโลยีที่พัฒนาไปข้างหน้า กับธรรมชาติของตลาดที่ยังตอบสนองต่อแรงซื้อ-ขายระยะสั้นอย่างรุนแรง
การอัปเกรดครั้งล่าสุดของอีเธอเรียมอยู่ในรูปแบบของ ‘บล็อบ ฮาร์ดฟอร์ก’ ซึ่งได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการในสัปดาห์นี้ ทีมพัฒนาได้เพิ่มจำนวน ‘บล็อบ’ ซึ่งเป็นข้อมูลขนาด 128KB ที่ใช้เก็บข้อมูลธุรกรรมจาก ‘โรลอัป’ จากเดิมบล็อกละ 15 ชุด เป็น 21 ชุด และตั้งเป้าเฉลี่ยไว้ที่ 14 ชุดต่อบล็อก การเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยให้อีเธอเรียมสามารถรองรับข้อมูลได้มากถึง 2.6MB ต่อบล็อก ลดความแออัดในเมนเชน และช่วยให้ค่าธรรมเนียมผันผวนน้อยลงนับตั้งแต่ฮาร์ดฟอร์กก่อนหน้าเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
แผนในระยะต่อไปยังรวมถึงการขยาย ‘ก๊าซลิมิต’ จาก 60 ล้าน เป็น 80 ล้านภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า และอาจเพิ่มขึ้นถึง 200 ล้านในฮาร์ดฟอร์ก ‘Glamsterdam’ ที่จะเกิดขึ้นในปี 2026 โดยจะนำเทคโนโลยี 'การประมวลผลแบบขนาน' มาใช้ ซึ่งจะเปิดทางให้เครือข่ายรองรับธุรกรรมมากขึ้นในเวลาเดียวกัน ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญสำหรับความสามารถในการขยายตัวของอีเธอเรียม
อีกด้านหนึ่ง การฝากสเตกกิงยังคงเป็นแรงสนับสนุนเชิงโครงสร้างที่โดดเด่น ปัจจุบันมีกว่า 1.3 ล้าน ETH ที่กำลังรอเข้าสู่กระบวนการสเตกกิง และไม่มีรายการรอถอนออกเลย ข้อมูลนี้บ่งชี้ว่าผู้ตรวจสอบ (validators) มีแนวโน้มรักษาภาวะเงินฝากไว้อย่างต่อเนื่อง บริษัทเหมืองอย่างบิตไมน์ ได้สเตกกิงมากถึง 780,000 ETH คิดเป็นมูลค่าราว 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้อุปทานหมุนเวียนลดลงและช่วยลดแรงขายในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าในช่วง 3 วันที่ผ่านมา กระเป๋านักลงทุนขนาดใหญ่ที่ถือครองตั้งแต่ 100,000 ถึง 1 ล้าน ETH ได้เทขายรวมกว่า 300,000 ETH หรือประมาณ 970 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.4 หมื่นล้านบาท) การขายดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ราคา ETH ดีดตัวขึ้นทะลุกรอบขาลงเดิม และสามารถตีความได้ว่าเป็น 'การขายทำกำไร' หลังช่วงฟื้นตัว ความเคลื่อนไหวนี้สร้างแรงกดดันต่อแนวโน้มขาขึ้นของราคา
ความคิดเห็น: แม้โครงสร้างพื้นฐานของอีเธอเรียมจะแข็งแกร่งขึ้น แต่ตลาดยังคงอ่อนไหวต่อแรงขายจาก 'วาฬ' ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสมดุลระหว่าง ‘เทคโนโลยีกับพฤติกรรมตลาด’ ยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างมีนัยสำคัญ
ท้ายที่สุด ทิศทางของอีเธอเรียมในระยะใกล้จึงขึ้นอยู่กับว่าโครงสร้างระยะยาวจะสามารถต้านทานต่อแรงกระแสเงินระยะสั้นได้มากเพียงใด หากการพัฒนาเชิงเทคนิคสามารถขับเคลื่อนความเชื่อมั่นกลับสู่ตลาดได้ ก็อาจกลายเป็นฐานเสถียรสำหรับรอบขึ้นครั้งใหม่ของ ETH ในอนาคต
ความคิดเห็น 0