ยูทูเบอร์ชื่อดังอย่าง ‘มิสเตอร์บีสต์(MrBeast)’ สามารถระดมทุนได้กว่า 2,951 พันล้านวอน (ประมาณ 2 พันล้านบาท) โดยมีบริษัทบิตมายน์(BitMine) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถือครองอีเธอเรียม(ETH) รายใหญ่ที่สุดในโลกเข้าร่วมลงทุน จนทำให้ตลาดมีความคาดหวังต่อ ‘การเติบโตของอีเธอเรียม’ เพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง
เมื่อวันที่ 16 (เวลาท้องถิ่น) สำนักข่าวในสหรัฐรายงานว่า แม้อีเธอเรียมจะปรับฐานลงเล็กน้อย 1.5% เมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า แต่ในภาพรวมรายสัปดาห์ยังเพิ่มขึ้น 7% และรายเดือนพุ่งกว่า 13% ความเคลื่อนไหวนี้อาจเป็นสัญญาณสนับสนุนว่านักลงทุนยังคงมีมุมมองเชิงบวกในระยะยาว โดยเฉพาะในด้านการใช้งานของอีเธอเรียมซึ่งครอบคลุมทั้งโลกการเงินแบบกระจายศูนย์(DeFi) และอุตสาหกรรมคอนเทนต์
บิตมายน์ ซึ่งมีอีเธอเรียมในครอบครองราว 200,000 ETH หรือประมาณ 20.2 ล้านล้านวอน (ราว 137 พันล้านดอลลาร์) ถือเป็น ‘วาฬ’ รายหนึ่งของตลาดคริปโต ได้ประกาศลงทุน 2 พันล้านบาทในบริษัทคอนเทนต์ ‘บีสต์อินดัสทรีส์(Beast Industries)’ ที่ก่อตั้งโดยมิสเตอร์บีสต์ ซึ่งทำให้เกิดกระแสจับตามองถึงบทบาทของคริปโตในการยกระดับวงการบันเทิง
เจฟฟ์ ฮาวเซนโบลด์(Jeff Housenbold) ซีอีโอของบีสต์อินดัสทรีส์ กล่าวว่า “การสนับสนุนจากบิตมายน์สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์และกลยุทธ์เติบโตของเรา” พร้อมเผยว่ามีแผนขยายไปยังธุรกิจการเงินแบบกระจายศูนย์ในอนาคต ซึ่งอาจหมายรวมถึงการพัฒนาโมเดลแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยง Defi กับโลกคอนเทนต์
บิตมายน์ระบุว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ ‘กลยุทธ์ Moonshot’ หรือแนวทางการลงทุนในโปรเจกต์ที่มีความเสี่ยงสูงแต่ให้ผลตอบแทนสูง โดยใช้เพียง 5% ของปริมาณอีเธอเรียมที่ถือครองให้เกิดผลสูงสุด ความร่วมมือระหว่างอินฟลูเอนเซอร์เบอร์หนึ่งของโลกกับระบบนิเวศน์บล็อกเชนอีเธอเรียม ทำให้โครงการนี้ทรงพลังทั้งด้านการตลาดและสัญลักษณ์ของการเติบโต
ในเชิงเทคนิค อีเธอเรียมยังมีสัญญาณเชิงบวก แม้เผชิญแรงขายระยะสั้น โดยสามารถทะลุกรอบแนวต้านของรูปแบบ ‘ธงขาขึ้น’ ได้แล้ว ดัชนี RSI และ MACD ต่างก็ส่งสัญญาณซื้อที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาเคลื่อนไหวในทิศทางบวก แม้จะยังห่างจากจุดสูงสุดเดิมที่ 4,946 ดอลลาร์ (ประมาณ 728.2 ล้านบาท) อยู่ราว 33%
นักวิเคราะห์บางรายมองว่า หากโมเมนตัมขาขึ้นยังคงอยู่ อีเธอเรียมอาจปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 4,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 590 ล้านบาท) ในไตรมาสแรก และอาจท้าทายระดับ 5,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 737 ล้านบาท) ได้ในช่วงครึ่งหลังของปี นอกจากนี้ อีเธอเรียมยังครองสัดส่วน TVL (มูลค่าทรัพย์สินที่ล็อกไว้บนแพลตฟอร์ม) สูงถึง 58% ของทั้งตลาด ซึ่งเมื่อรวมกับโซลูชันเลเยอร์ 2 แล้ว อิทธิพลจะยิ่งขยายใหญ่ขึ้น
ข้อมูลล่าสุดจากกองทุนสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลกระบุว่า มีการถือครองอีเธอเรียมในระดับสูงถึง 252.6 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 37.2 ล้านล้านวอน) ซึ่งสนับสนุนมุมมองว่านักลงทุนสถาบันยังมีความมั่นใจต่ออนาคตของอีเธอเรียม แม้จะเกิดการปรับฐานเป็นระยะ
และในขณะที่ตลาดเริ่มให้ความสนใจกับการใช้งานอีเธอเรียมในฝั่งคอนเทนต์มากขึ้น โครงการใหม่ๆ อย่าง ‘ซับด์(SUBBD)’ ก็เริ่มได้รับความสนใจ ซับด์คือแพลตฟอร์มที่ใช้ AI สร้างเนื้อหาแนวสำหรับผู้ใหญ่ โดยมีเป้าหมายยกระดับความคิดสร้างสรรค์และรายได้ของครีเอเตอร์ผ่านระบบการจ่ายค่าตอบแทนแบบเรียลไทม์ด้วยคริปโต ปัจจุบันระดมทุนรอบ Pre-sale ได้แล้วกว่า 140 ล้านวอน (ประมาณ 20.6 ล้านบาท)
โครงการนี้มีจุดเด่นคือการใช้โทเคนประจำแพลตฟอร์ม ‘$SUBBD’ เพื่อเข้าถึงคอนเทนต์ ซึ่งหมายความว่า ยิ่งจำนวนผู้ใช้งานหรือความนิยมสูงขึ้น ความต้องการโทเคนก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
กรณีการลงทุนของมิสเตอร์บีสต์สะท้อนภาพว่าอีเธอเรียมกำลังกลายเป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่มีบทบาทมากกว่าแค่การเงินในโลกคริปโต โดยมีศักยภาพในการเป็นรากฐานของอุตสาหกรรมสื่อและคอนเทนต์ยุคใหม่ ซึ่งจะส่งผลเชิงบวกต่อราคาของอีเธอเรียม รวมถึงการขยายตัวของระบบนิเวศทั้งระบบในระยะยาว
ความคิดเห็น 0