‘บิตคอยน์จะร่วงอีกหรือไม่’ คือคำถามที่กลับมาอีกครั้งหลังจากราคาบิตคอยน์(BTC) เข้าสู่ช่วงปรับฐานรุนแรงในปี 2025 ทั้งที่ก่อนหน้านี้ทำสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ ความผันผวนนี้ได้ปลุกกระแสความสนใจใน *โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินแบบกระจายศูนย์* และทำให้โครงการใหม่อย่าง *บิตคอยน์ เอเวอร์ไลต์(Bitcoin Everlight)* กลายเป็นที่พูดถึงในฐานะ *โครงสร้างเลเยอร์ถัดไป* ที่อาจปฏิวัติการใช้งานบิตคอยน์อีกครั้ง
ในเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา บิตคอยน์ทะยานขึ้นแตะ 126,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.8 ล้านบาท) โดยได้รับแรงหนุนจากการไหลเข้าของ *เงินทุนจากสถาบัน* และการใช้เลเวอเรจในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จนมีการคาดการณ์ว่า ราคาจะพุ่งเกิน 150,000 ดอลลาร์ แต่ไม่นานหลังจากนั้น ตลาดกลับโดนเทขายอย่างหนัก เมื่อมีการล้างเลเวอเรจมูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์ ราคาบิตคอยน์จึงดิ่งลงแตะจุดต่ำสุดที่ 84,400 ดอลลาร์ และฟื้นตัวเล็กน้อยมายืนที่ระดับ 89,000 ดอลลาร์
ในสถานการณ์ที่ *ตลาดผันผวน* อย่างต่อเนื่อง นักวิเคราะห์รายใหญ่อย่างซิตี้กรุ๊ปเตือนว่า บิตคอยน์อาจหลุดระดับ 78,500 ดอลลาร์ หากเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย ขณะที่ แชลส์ เอ็ดเวิร์ดส์(Charles Edwards) ผู้ก่อตั้งบริษัทคริปโต เคฟริออล อินเวสต์เมนต์ มองว่าหากการอัปเกรดโปรโตคอลล้มเหลว ราคาบิตคอยน์อาจร่วงต่ำกว่า 50,000 ดอลลาร์ภายในปี 2028 อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่มองโลกในแง่ดีเชื่อว่าหากภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัว ในปี 2026 ราคาบิตคอยน์ก็ยังมีโอกาสแตะ 150,000 ดอลลาร์ได้
เมื่อ ‘ความไม่แน่นอน’ เป็นสิ่งเดียวที่แน่นอน ตลาดจึงเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับ ‘พื้นฐานของระบบมากกว่าราคา’ โดยเฉพาะเรื่องของ *ความสามารถในการประมวลผล, ความคงที่ของค่าธรรมเนียม,* และ *การขยายตัวของเครือข่าย* ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ *บิตคอยน์ เอเวอร์ไลต์* ได้รับความสนใจในฐานะเครื่องมือเสริมเพื่อแก้ปัญหาพื้นฐานของระบบบิตคอยน์อย่างแท้จริง
บิตคอยน์ เอเวอร์ไลต์ ถูกพัฒนาให้ทำงานเสริมร่วมกับโปรโตคอลบิตคอยน์โดยไม่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานดั้งเดิม ลักษณะเด่นคือการออกแบบแบบ ‘เรเยอร์น้ำหนักเบา’ ที่ไม่เก็บข้อมูลบล็อกเชนทั้งหมด แต่ใช้ *โหนดเบา (Lightweight Nodes)* สำหรับการประมวลผลและตรวจสอบธุรกรรม วิธีนี้ช่วยลดข้อจำกัดด้านฮาร์ดแวร์ ทำให้ใครก็สามารถเข้าร่วมได้ง่ายขึ้น ทั้งยังช่วยคงเสถียรภาพของค่าธรรมเนียมให้อยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้ ธุรกรรมที่ต้องการความปลอดภัยสูง ยังสามารถบันทึกลงเชนหลักของบิตคอยน์ผ่านระบบ ‘แองเคอริง’ เพื่อเพิ่มควบคุมและตรวจสอบได้
ในแง่กลไกตอบแทน โหนดในเครือข่ายเอเวอร์ไลต์จะได้รับค่าตอบแทนตาม ‘ประสิทธิภาพการทำงาน’ เช่น ความเร็วในการประมวลผล, ความเสถียร และความพร้อมใช้งาน ซึ่งแตกต่างจากระบบที่ตอบแทนตามการรันเครื่องเซิร์ฟเวอร์แบบทั่ว ๆ ไป นอกจากนี้ยังมีระบบควบคุมที่คัดกรองไม่ให้โหนดที่มีประสิทธิภาพต่ำได้รับรางวัลมาก และมีระบบจำกัดการเปิดเผยหากไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำด้านคุณภาพ
โครงการนี้ยังได้รับการตรวจสอบโค้ดและระบบอย่างเข้มงวดโดยบริษัท *สไปวูลฟ์(SpyWolf)* และ *โซลิดพรูฟ(SolidProof)* พร้อมทั้งดำเนินขั้นตอน *KYC* 2 รอบเพื่อยืนยันตัวตนทีมพัฒนา ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มของตลาดคริปโตที่ให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความปลอดภัยมากขึ้น
บิตคอยน์ เอเวอร์ไลต์ ใช้โทเคนชื่อว่า *BTCL* ซึ่งจำกัดปริมาณรวมไว้ที่ 21,000 ล้านเหรียญ โดย 45% จะถูกนำไปใช้สำหรับการ *ขายรอบพรีเซล* ที่แบ่งเป็น 20 ขั้น เริ่มต้นที่ราคา 0.0008 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.15 บาท) โดยมีระบบ ‘เวสต์ติ้ง’ เพื่อป้องกันการเปิดขายจำนวนมากในเวลาเดียวกัน ทั้งยังใช้ BTCL ในการจ่ายค่าธรรมเนียม, เข้าเงื่อนไขสำหรับการเป็นโหนด และเป็นรางวัลตามผลงาน
ในภาวะที่ตลาดเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนแบบปัจจุบัน *โครงการที่มีความสามารถในการใช้งานจริง และการออกแบบระบบที่ยืดหยุ่น* กำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของการประเมินมูลค่า บิตคอยน์ เอเวอร์ไลต์ จึงได้รับความสนใจในฐานะทางเลือกใหม่ ที่ไม่เน้นราคาเป็นหลักแต่เน้นความสามารถในการรองรับอนาคตอย่างยั่งยืน
‘ราคาบิตคอยน์จะร่วงลงอีกหรือไม่’ ยังเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบที่แน่นอน แต่ในเวลาเดียวกัน โครงสร้างพื้นฐานแบบใหม่ที่ช่วยให้ระบบมีความยืดหยุ่นและปลอดภัยขึ้น ก็อาจเป็น ‘กุญแจ’ สำคัญในการเตรียมรับมือกับความผันผวนที่ยังไม่จบสิ้นของตลาดคริปโตในระยะยาว
ความคิดเห็น 0