บริษัทลูกของดีไฟเทคโนโลยี (DeFi Technologies) ในสหราชอาณาจักร ได้รับการอนุมัติจากสำนักงานกำกับดูแลการเงินแห่งสหราชอาณาจักร (FCA) ให้เปิดให้ซื้อขาย ‘ผลิตภัณฑ์ดัชนีแบบจดทะเบียน’ (ETP) สำหรับ *บิตคอยน์(BTC)* และ *อีเธอเรียม(ETH)* แก่นักลงทุนรายย่อย นับเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ผู้ลงทุนทั่วไปสามารถเข้าถึงตราสารที่ใช้สกุลเงินดิจิทัลเป็นฐานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายในตลาดการเงินขนาดใหญ่
เมื่อวันที่ 24 บริษัท *วาลูเออร์(Valour)* ซึ่งเป็นบริษัทลูกของดีไฟเทคโนโลยี ประกาศว่า ETP สองตัวที่ได้รับการอนุมัติจาก FCA ได้แก่ ‘1Valour Bitcoin Physical Staking’ และ ‘1Valour Ethereum Physical Staking’ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่อ้างอิงคริปโตเคอร์เรนซีจริง และมาพร้อมโครงสร้าง *Staking* เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับผู้ถือหน่วยลงทุน
‘ETP’ ทั้งสองตัวนี้ได้เริ่มเปิดให้ซื้อขายอย่างเป็นทางการใน *ตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน* โดยออกแบบให้มีความโปร่งใส และเข้าถึงง่ายสำหรับนักลงทุนรายย่อย “สหราชอาณาจักรคือหนึ่งในตลาดการเงินที่สำคัญที่สุดในโลก และการอนุมัตินี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับการนำเสนอสินทรัพย์ดิจิทัลในรูปแบบที่โปร่งใสและเข้าถึงได้แก่สาธารณชน” โยฮัน บัตเตนสตรึม(Johan Wattenström) ประธานดีไฟเทคโนโลยี กล่าว
ก่อนหน้านี้ในเดือนกันยายน 2023 วาลูเออร์เคยเปิดเผยแผนการจะนำเสนอผลิตภัณฑ์ ETP ที่เชื่อมโยงกับ ‘บิตคอยน์แบบสเตกกิ้ง’ ในตลาดหุ้นลอนดอน แต่ในช่วงเวลานั้นอนุญาตเฉพาะนักลงทุนสถาบันเท่านั้น อย่างไรก็ตามในเดือนตุลาคม FCA ได้ยกเลิกข้อห้ามต่อผลิตภัณฑ์ ETP สำหรับนักลงทุนทั่วไป ส่งผลให้กระแสการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่จากบริษัทต่าง ๆ เช่น *บิตไวส์(Bitwise)* เริ่มต้นขึ้นอย่างรวดเร็ว
วาลูเออร์ยังคงเดินหน้าขยายตลาดโลก ล่าสุดในเดือนธันวาคม 2023 บริษัทได้นำเสนอ ETP ที่อิงกับ *โซลานา(SOL)* เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ในบราซิลอย่างเป็นทางการ ขณะที่ยังไม่มีการตอบกลับจากบริษัทเกี่ยวกับคำถามเฉพาะจากสื่อโคอินเทเลกราฟ
ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ลอนดอนระบุว่าปัจจุบันมีผู้เสนอขาย ETP มากกว่า 50 ราย และมีผลิตภัณฑ์ที่จดทะเบียนรวมกันกว่า 2,300 รายการ เฉพาะในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา มูลค่าการซื้อขาย ETP สกุลเงินดิจิทัลรวมสูงถึง 280 ล้านดอลลาร์ หรือราว 4,045 ล้านบาท
กระนั้น ตลาด ETP ด้านคริปโตก็เผชิญกับแรงขายอย่างหนักเช่นกัน โดย *คอยน์แชร์ส(CoinShares)* รายงานว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเงินทุนไหลออกจาก ETP ที่อิงคริปโตมากถึง 1.7 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 2.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งนับว่าเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เจมส์ บัตเตอร์ฟิล(James Butterfill) หัวหน้าฝ่ายวิจัยของคอยน์แชร์ส ระบุว่า “ความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยที่ลดลง ราคาคริปโตที่เป็นขาลง และความลังเลว่า สินทรัพย์ดิจิทัลสามารถป้องกันเงินเฟ้อได้จริงหรือไม่” คือสาเหตุหลักของการถอนทุนครั้งนี้
การอนุมัติผลิตภัณฑ์ของวาลูเออร์จึงถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญในการสร้าง *สภาพแวดล้อมการลงทุนในคริปโตภายใต้กฎหมาย* ที่ชัดเจนในสหราชอาณาจักร และยังแสดงให้เห็นถึงการเชื่อมต่ออย่างใกล้ชิดระหว่างโลกการเงินแบบเดิมกับเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ‘การผ่อนคลายกฎของ FCA’ และ ‘ความร่วมมือจากตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน’ อาจนำไปสู่การเข้ามาของทั้งนักลงทุนสถาบันและรายย่อยในอนาคตอย่างกว้างขวางมากขึ้น ความคิดเห็น
ความคิดเห็น 0