ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดเตือนว่า ‘สเตเบิลคอยน์’ อาจกลายเป็นภัยคุกคามต่อระบบธนาคารโลก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา โดยระบุว่าการใช้งานสเตเบิลคอยน์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอาจทำให้ ‘เงินฝากในธนาคารลดลง’ และส่งผลกระทบต่อ ‘ความสามารถในการทำกำไร’ อย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) ตามรายงานของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ระบุว่า หากตลาดสเตเบิลคอยน์ในสหรัฐซึ่งมีมูลค่ารวมอยู่ที่ประมาณ 301.4 พันล้านดอลลาร์ (ราว 434.2 ล้านล้านวอน) ขยายตัวต่อเนื่อง เงินฝากในธนาคารอาจลดลงถึงหนึ่งในสาม โดย เจฟฟ์ เคนดริก หัวหน้าฝ่ายวิจัยสินทรัพย์ดิจิทัลของธนาคารกล่าวว่า การล่าช้าของร่างกฎหมาย CLARITY ของสหรัฐถือเป็นตัวอย่างที่สะท้อน ‘ความเสี่ยงของสเตเบิลคอยน์ต่อระบบธนาคาร’
เคนดริกระบุว่า สเตเบิลคอยน์ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ ‘อัตรากำไรจากดอกเบี้ยสุทธิ’ (Net Interest Margin หรือ NIM) ซึ่งถือเป็นแหล่งรายได้หลักของธนาคาร โดยเฉพาะกับ *ธนาคารท้องถิ่น* ที่ไม่ได้มีความแข็งแกร่งทางการเงินเทียบเท่าธนาคารระดับโลก เขาชี้ว่า *เฮนติงตันแบงก์*, *เอ็มแอนด์ทีแบงก์*, *ทรูอีสต์ไฟแนนเชียล* และ *CFG แบงก์* เป็นบริษัทที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดในประเด็นนี้
แม้จะมีเสียงคัดค้านว่าการที่ผู้ออกสเตเบิลคอยน์นำเงินไปฝากในระบบธนาคารก็ยังหมายถึงเงินยังคงอยู่ในระบบ แต่เคนดริกชี้ว่า "นั่นเป็นแค่สมมุติฐาน" พร้อมเสริมว่า ปัจจุบัน *เทเธอร์(USDT)* มีอัตราการฝากในธนาคารเพียง 0.02% ในขณะที่ *เซอร์เคิล(USDC)* อยู่ที่ 14.5% เท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ออกสเตเบิลคอยน์ส่วนใหญ่เลือกใช้ *สินทรัพย์นอกระบบธนาคาร* อย่างเช่นพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ
นอกจากนี้ ความต้องการใช้สเตเบิลคอยน์ที่กระจุกตัวในประเทศเกิดใหม่ยังเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เงินทุนไหลออกจากธนาคารในประเทศพัฒนาแล้ว เคนดริกเผยว่า *2 ใน 3 ของความต้องการใช้งานปัจจุบันมาจากประเทศกำลังพัฒนา* และคาดว่าภายในปี 2028 อาจมีเงินฝากสูงถึง 5 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 720 ล้านล้านวอน) ไหลออกจากธนาคารในประเทศพัฒนาแล้ว และอีกราว 1 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 1,441 ล้านล้านวอน) ไหลออกจากภาคธนาคารของประเทศเกิดใหม่
ขณะเดียวกัน ร่างกฎหมาย CLARITY ที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาในสภาคองเกรสสหรัฐ ซึ่งมีเป้าหมาย ‘ห้ามการจ่ายดอกเบี้ยจากการถือครองสเตเบิลคอยน์’ อาจเป็นกุญแจสำคัญในการกำหนดแนวทางกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลในอนาคต เคนดริกคาดว่าร่างกฎหมายฉบับนี้จะผ่านภายในไตรมาสแรกของปี 2026
อย่างไรก็ตาม เขาเน้นว่า *ปัญหาไม่ได้มีแค่สเตเบิลคอยน์* เท่านั้น แต่การเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ที่ถูกแปลงสภาพเป็นโทเคน (Tokenized Asset) ก็เป็นภัยคุกคามต่อธนาคารเช่นเดียวกัน
รายงานฉบับนี้สะท้อนให้เห็นถึงท่าทีที่เข้มข้นขึ้นของสหรัฐในการควบคุมตลาดสเตเบิลคอยน์ โดยก่อนหน้านี้ *ประธานาธิบดีทรัมป์* เองก็เคยแสดงท่าทีสนับสนุนการพัฒนาโครงการที่เกี่ยวข้องกับสเตเบิลคอยน์ ส่งผลให้ปีนี้ประเด็นเกี่ยวกับความสมดุลระหว่างนโยบายการเงินดั้งเดิมกับนวัตกรรมในโลกคริปโตกลายเป็นเรื่องที่ ‘ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด’ ในหมู่ผู้ลงทุนและภาคการเมือง
ความคิดเห็น 0