‘24 ชั่วโมงทั่วโลก’ หรือแนวคิดของตลาดหลักทรัพย์ที่ไม่มีการหยุดพัก ได้กลายเป็นภาพฝันในอุดมคติของเทคโนโลยีบล็อกเชน ด้วยความหวังว่าผู้คนทั่วโลกจะสามารถซื้อขายสินทรัพย์ได้ทันทีแบบไร้พรมแดน โดยไม่ต้องพึ่งพาตัวกลาง และสามารถชำระบัญชีได้ในทันที อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงในปัจจุบันกลับสวนทาง เมื่อแหล่งข่าวหลายด้านรวมถึงนักพัฒนาในอุตสาหกรรมต่างชี้ว่า *เทคโนโลยีบล็อกเชนในตอนนี้ยังไม่สามารถรองรับตลาดโลกแบบ 24/7 ได้จริง*
โจชัว ซัม ผู้อำนวยการผลิตภัณฑ์ของบริษัท โซเลยเยอร์ แล็บส์(Solayer Labs) ชี้ผ่านบทความว่า บล็อกเชนในปัจจุบันยังไม่สามารถตอบสนองต่อความเร็ว ความแม่นยำ และความยุติธรรม ที่เป็นหลักพื้นฐานของตลาดการเงินทั่วโลกได้ จึงเรียกสภาพเช่นนี้ว่า *‘ภาวะย้อนแย้งของบล็อกเชน’* โดยเฉพาะในขณะที่กระบวนการแปลงทรัพย์สินจริงให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลหรือ ‘โทเคน’ กำลังเติบโต แต่ระบบพื้นฐานกลับไม่มีความพร้อมที่จะรองรับ
ซัมระบุถึงข้อบกพร่องหลัก 3 ประการของ *เลเยอร์ 1 ของบล็อกเชน* ในปัจจุบัน ประการแรกคือ ‘ข้อจำกัดด้านการประมวลผล’ ซึ่งหมายถึงความสามารถในการรองรับปริมาณธุรกรรมที่ยังต่ำเกินไป หากเพียงหนึ่งโทเคนได้รับความนิยม ก็เพียงพอจะสร้างความติดขัดให้กับเครือข่ายได้หลายชั่วโมง
ประการที่สองคือ ‘ปัญหาความล่าช้าในการยืนยันธุรกรรม (latency)’ ซึ่งทำให้การค้นหาราคาอย่างมีประสิทธิภาพกลายเป็นเรื่องยาก และส่งผลเสียต่อการทำธุรกรรมความถี่สูง รวมถึงการทำกำไรจากส่วนต่างราคาที่ต้องอาศัยความเร็วอย่างมาก ซัมถึงกับเปรียบเปรยว่า ตลาดแบบเดิมเปรียบได้กับรถแข่งฟอร์มูล่า 1 ในขณะที่บล็อกเชนยุคนี้กลับเปรียบเหมือนเกวียน
ประการสุดท้ายซึ่งร้ายแรงที่สุดคือ *ปัญหาความไม่ยุติธรรมในตลาด* โดยซัมชี้ว่าระบบในปัจจุบันเต็มไปด้วยการโจมตีแบบ ‘MEV’ หรือ *Maximal Extractable Value* ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่เปิดโอกาสให้บอทขั้นสูงเข้าไปจัดเรียงลำดับธุรกรรมเพื่อหากำไรแบบผิดปกติ หรือ ‘Front-running’ และ ‘Sandwich attack’ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่บ่อนทำลายความไว้ใจของนักลงทุนสถาบัน เพราะดูเหมือนเป็นการเปิดช่องให้เกิด ‘การโกงโดยระบบ’
ผลกระทบจากข้อจำกัดเหล่านี้ชัดเจน โดยเฉพาะในมุมของนักลงทุนสถาบันที่มองว่าความเสี่ยงของการเทรดในระบบบล็อกเชนยังสูงเกินไป หากการเทรดหนึ่งล้มเหลว หรือถูกฉวยโอกาสจากบอท มูลค่าความเสียหายอาจเกินกว่าระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ตามมาตรฐาน ส่งผลให้ *เม็ดเงินขนาดใหญ่ไม่สามารถไหลเข้ามาได้อย่างแท้จริง*
สำหรับนักลงทุนรายย่อย ‘โอกาสที่เท่าเทียมจากการเงินแบบกระจายศูนย์ (DeFi)’ กลายเป็นแค่คำขาย เพราะความรู้ทางเทคนิคที่ซับซ้อนและการใช้บอทพัฒนาอย่างหนัก กลับทำให้มีเพียงกลุ่มคนส่วนน้อยที่ได้เปรียบอย่างไม่ยุติธรรม ในสภาพแวดล้อมไร้การควบคุมและขาดการตรวจสอบเช่นนี้ จึงเป็นที่มาของความตั้งคำถามว่า *บล็อกเชนในปัจจุบันกำลังนำเอาส่วนที่แย่ที่สุดของระบบการเงินแบบเดิม กลับมาอีกครั้ง*
ซัมระบุว่า เพื่อให้ระบบตลาดแบบโทเคนสามารถทำงานได้จริง จำเป็นต้องมีการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานใหม่ทั้งหมด โดยเน้นว่า *บล็อกเชนยุคหน้าจะต้องรองรับธุรกรรมไม่น้อยกว่า 100,000 รายการต่อวินาที* และสามารถยืนยันธุรกรรมได้ภายใน 1 วินาที ซึ่งไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด แต่ควรเป็น ‘จุดเริ่มต้นขั้นต่ำ’ ของระบบใหม่
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ *ความกลมกลืนของตลาด (Market Unity)* ซัมชี้ว่า ตลาดระดับโลกต้องการสภาพคล่องและสินทรัพย์ที่เคลื่อนไหวอย่างอิสระและเชื่อมโยงแบบอะตอมมิก หากเน็ตเวิร์กแยกส่วนเหมือนปัจจุบัน ความหมายของคำว่า ‘ตลาดโลก’ ก็ไม่มีความหมาย เขาแนะนำให้มองไปที่เทคโนโลยีอย่าง *เครื่องมือปฏิบัติการพิเศษที่สามารถเข้ากันได้กับโซลานา(SOL)* ซึ่งกำลังมีศักยภาพสร้างตลาดแบบรวมศูนย์อย่างแท้จริง
ท้ายที่สุด ซัมเชื่อว่าแนวทางการพัฒนาแบบ ‘แก้ปัญหาเฉพาะจุด’ ของวงการในตอนนี้ไม่สามารถพาพวกเราไปสู่ตลาดแบบไร้พรมแดนที่แท้จริงได้ หากยังคง ‘แต่งรถม้าให้เหมือนรถแข่ง’ ก็ไม่มีวันไปถึงสนามแข่งจริงพร้อมรถฟอร์มูล่า วัน เขาจึงสรุปว่า *ถึงเวลาแล้วที่บล็อกเชนจะต้องออกแบบ ‘เครื่องยนต์’ ใหม่ทั้งหมด*
โอกาสจากสินทรัพย์แบบโทเคนอาจมีมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ แต่คำถามสำคัญคือ *ใครจะเป็นผู้สร้างรากฐานนั้น – คือวงการคริปโต หรือว่าระบบการเงินดั้งเดิม?*
ความคิดเห็น 0