ตลาดคริปโตเปิดสัปดาห์ด้วยแรง ‘ดีดกลับ’ รุนแรงจากการถูกล้างสถานะฝั่งขายจำนวนมาก ดัน ‘บิตคอยน์(BTC)’ ‘อีเธอเรียม(ETH)’ และกลุ่มอัล트코인หลักพุ่งขึ้นพร้อมกัน หนุนมูลค่าตลาดรวมขยับขึ้นอย่างรวดเร็ว
เมื่อวันที่ 17 (เวลาท้องถิ่น) ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ข้อมูลคริปโต ‘คอยน์เกโค’ มูลค่าตลาดรวมสินทรัพย์ดิจิทัลเพิ่มขึ้นราว 3.5% แตะระดับประมาณ 2.61 ล้านล้านดอลลาร์ สะท้อนแรงซื้อกลับที่กระจายตัวในวงกว้าง
บิตคอยน์(BTC) ปรับขึ้นราว 3.5% ภายใน 24 ชั่วโมง ล่าสุดซื้อขายแถว 74,000 ดอลลาร์ (ราว 1.102 ล้านบาท) ขณะที่กลุ่ม ‘เลเยอร์1’ กลับตัวแรงเป็นพิเศษ อีเธอเรียม(ETH) พุ่งขึ้น 10% แตะบริเวณ 2,320 ดอลลาร์ ส่วนโซลานา(SOL) บวกประมาณ 8% ขึ้นมาแถว 95 ดอลลาร์
ฝั่งอัล트코นอื่นๆ ก็เคลื่อนไหวเชิงบวกเช่นกัน โพลคาดอต(DOT) กระโดดขึ้นราว 15% ขณะที่ริปเปิล(XRP) และเอ이다(ADA) ปรับตัวขึ้นราว 9% ใกล้เคียงกัน ด้านโทเคนประจำกระดานเทรดระดับโลกอย่าง BNB ขยับขึ้นเพียงประมาณ 2% ทำให้มองเห็นความโดดเด่นของกลุ่มเลเยอร์1 และอัล트ระดับกลางมากกว่ากลุ่มเบอร์ใหญ่ดั้งเดิม
ภาพรวมแล้ว สินทรัพย์ดิจิทัลในกลุ่มท็อป 100 ตามมูลค่าตลาดส่วนใหญ่ปิดบวกในวันเดียวกัน สะท้อน ‘กระแสซื้อกว้างขวาง’ ที่ไหลเข้าตลาดทั้งกระดาน
แรงดีดตัวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการ ‘ล้างเลเวอเรจ’ ขนาดใหญ่ โดยข้อมูลจากแพลตฟอร์มอนุพันธ์ ‘คอยน์กลาส’ ระบุว่า ภายใน 24 ชั่วโมง มีเทรดเดอร์ที่ใช้เลเวอเรจถูกบังคับปิดสถานะรวมราว 120,000 ราย มูลค่ารวมการถูกล้าง (liquidation) ประมาณ 542 ล้านดอลลาร์ (ราว 8.07 หมื่นล้านบาท)
ในจำนวนนี้ เป็นฝั่ง ‘ชอร์ต’ ถูกล้างคิดเป็นมูลค่าราว 420 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6.26 หมื่นล้านบาท) กินสัดส่วนส่วนใหญ่ของการปิดสถานะทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าแรงขึ้นรอบนี้เป็นการบีบฝั่งเปิดเดิมพันขาลงอย่างชัดเจน
หากดูรายเหรียญ อีเธอเรียม(ETH) ถูกล้างสถานะมากที่สุด มูลค่าราว 220 ล้านดอลลาร์ ตามมาด้วยบิตคอยน์(BTC) ประมาณ 173 ล้านดอลลาร์ สถานการณ์ที่ราคาปรับขึ้นเร็วแบบนี้ทำให้เกิด ‘ชอร์ตสควีซ’ คือราคาขึ้นจนผู้ที่เปิดชอร์ตต้องรีบซื้อปิดสถานะของตัวเอง กลายเป็นแรงซื้อเพิ่มเข้าไปอีก ‘ความคิดเห็น’ นี่คือหนึ่งในกลไกที่มักขยายความผันผวนของตลาดในช่วงสั้นๆ
ในกลุ่มเหรียญรายตัวที่โดดเด่น ‘จีแคช(ZEC)’ และมีมโทเคน ‘เปเป(PEPE)’ พุ่งขึ้นราว 20% กลายเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดของวัน ตรงกันข้าม ‘TRUMP’ โทเคนที่เชื่อมโยงกับทรัมป์ และ ‘บีเทนเซอร์(TAO)’ กลับอ่อนตัวลงราว 4% และ 2% ตามลำดับ กลายเป็นไม่กี่โทเคนที่ปิดลบท่ามกลางบรรยากาศกระทิงทั้งตลาด
ฝั่งดีมานด์จากสถาบันก็ช่วยหนุนบรรยากาศบวกอย่างเห็นได้ชัด เมื่อวันที่ 15 มีนาคม (เวลาท้องถิ่น) สหรัฐฯ บริษัท ‘สแตรทีจี้(Strategy)’ ยื่นรายงานต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ(SEC) เปิดเผยว่าบริษัทได้ทยอยซื้อบิตคอยน์(BTC) เพิ่มอีกประมาณ 22,337 เหรียญ ระหว่างวันที่ 9–15 มีนาคม
ราคาเฉลี่ยที่บริษัทเข้าซื้ออยู่แถว 70,194 ดอลลาร์ต่อ 1 BTC (ราว 1.046 ล้านบาท) รวมเม็ดเงินลงทุนรอบนี้ราว 1.57 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.339 แสนล้านบาท) ส่งผลให้ยอดถือครองบิตคอยน์ของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 761,068 BTC ขึ้นแท่นหนึ่งในดีลสะสมสินทรัพย์ดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท ‘ความคิดเห็น’ การซื้อสะสมในระดับนี้มักสะท้อนมุมมองระยะยาวที่ยังเชื่อมั่นในทิศทางของบิตคอยน์ แม้ราคาจะอยู่ในโซนสูงใกล้จุดสูงสุดเดิม
ด้านกระแสเงินทุนจากฝั่งกองทุน ETF ก็ยังไหลเข้าต่อเนื่อง แพลตฟอร์มข้อมูล ‘โซโซแวลู’ ระบุว่า เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา กองทุนบิตคอยน์สปอต ETF ในสหรัฐฯ มียอดเงินทุนไหลเข้าสุทธิประมาณ 180 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.68 หมื่นล้านบาท) ขณะที่ตลอดทั้งสัปดาห์ มียอดเงินไหลเข้าสุทธิรวมราว 767 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.143 แสนล้านบาท)
ในฝั่งตลาดการเงินดั้งเดิม ดัชนีหุ้นสหรัฐเคลื่อนไหวเชิงบวก ส่วนราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวลงราว 5% หลังจากสก็อต เบสเซนต์(Scott Bessent) รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ให้สัมภาษณ์กับ CNBC โดยระบุว่า ‘เรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านยังคงได้รับอนุญาตให้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ’ ทำให้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ถูกประเมินลดลง ส่งผลให้แรงซื้อเก็งกำไรน้ำมันบางส่วนถูกปลดออกมา
ภาพรวมตลาดคริปโตในระยะสั้นจึงอยู่ในช่วง ‘โมเมนตัมขาขึ้น’ จากแรงผสมของ ‘เงินทุน ETF’ ‘การซื้อสะสมจากสถาบัน’ และ ‘การถูกล้างสถานะชอร์ตขนาดใหญ่’ อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวที่รุนแรงในเวลาอันสั้นหมายถึงระดับ ‘ความผันผวน’ ที่สูงขึ้นตามไปด้วย นักลงทุนส่วนหนึ่งจึงเริ่มส่งสัญญาณเตือนให้ระมัดระวังต่อการแกว่งของราคาในช่วงสั้น แม้มุมมองระยะยาวต่อบิตคอยน์(BTC) และตลาดคริปโตโดยรวมจะยังคงเป็นบวกก็ตาม
ความคิดเห็น 0