สเต이블คอยน์ ‘เพย์พาล USD(PYUSD)’ ของเพย์พาล(PYPL) กำลังไต่ระดับขึ้นอย่างรวดเร็วในตลาดสเต이블คอยน์ โดยมูลค่าตลาดล่าสุดทะลุ 4.11 พันล้านดอลลาร์ กลายเป็นหนึ่งในโทเคนที่เติบโตเร็วที่สุดในกลุ่มสเต이블คอยน์ ขณะที่ฝั่งของ ริปเปิล(XRP) อย่าง ‘RLUSD’ ที่เคยไต่ขึ้นไปใกล้ 1.6 พันล้านดอลลาร์ เริ่มชะลอตัวลงมาอยู่แถว 1.42 พันล้านดอลลาร์ในช่วงหลัง
เมื่อวันที่ 13 (เวลาท้องถิ่น) ตามรายงานของ CoinPedia PYUSD สามารถขยายมูลค่าตลาดจากราว 500 ล้านดอลลาร์ในช่วงกลางปี 2025 ขึ้นมาเกิน 4 พันล้านดอลลาร์ได้ในเวลาไม่นาน โดยแรงขับเคลื่อนหลักไม่ได้มาจากเพียงกระแสเก็งกำไร แต่เกิดจาก ‘การใช้งานจริง’ ทั้งในด้านการชำระเงินและการใช้งานบนเชนต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
เพย์พาลได้ขยายเครือข่ายรองรับ ‘PYUSD’ ไปยังบล็อกเชนหลักถึง 13 เครือข่าย ทั้งอีเธอเรียม(ETH), โซลานา(SOL), อาบิทรัม(ARB), สเตลลาร์ และอื่นๆ อีกหลายเชน การเชื่อมต่อผ่านโปรโตคอลอย่าง เลเยอร์ซีโร่ ทำให้ PYUSD สามารถเคลื่อนย้ายข้ามไปมาได้บน 9 เครือข่าย เพิ่มทั้งสภาพคล่องและความสะดวกให้ผู้ใช้งานแบบเห็นได้ชัด
บนโซลานา ‘PYUSD’ กลายเป็นหนึ่งในสเต이블คอยน์หลัก โดยมูลค่าทรัพย์สินคงค้าง (TVL) บนแพลตฟอร์มให้กู้ยืมอย่าง Camino ทะลุ 500 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ PYUSD ก้าวขึ้นมาเป็นสเต이블คอยน์ขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 บนระบบนิเวศโซลานา ซึ่งสะท้อนว่าโทเคนนี้ไม่ได้ถูกใช้เพียงเพื่อโอนเงินระยะสั้น แต่ยังถูกนำไปล็อก, ฝาก, และใช้เป็นหลักประกันในดีฟาย(DeFi) อย่างแพร่หลาย
ปัจจัยเรื่อง ‘ผลตอบแทน’ ก็เป็นอีกแรงดึงดูดสำคัญ เพย์พาลเสนอผลตอบแทนราว 3.7% ต่อปีสำหรับผู้ถือ PYUSD ขณะที่ปริมาณซื้อขายรายวันหมุนเวียนอยู่ในช่วงประมาณ 85–100 ล้านดอลลาร์ต่อวัน นอกจากดอกผลดังกล่าวแล้ว ผู้ใช้บางส่วนยังได้รับสิทธิ์ ‘แคชแบ็ก’ เพิ่มเติม ทำให้ PYUSD มีคุณสมบัติทั้งในฐานะเครื่องมือชำระเงินและสินทรัพย์ที่มีแรงจูงใจให้ถือครองในระยะยาว
ฝั่งของ ‘RLUSD’ จากริปเปิลกลับต้องเผชิญสภาพการแข่งขันที่ยากลำบากกว่า ในตลาดที่ถูกครองด้วยเตเธอร์(USDT) ซึ่งมีมูลค่าตลาดราว 184 พันล้านดอลลาร์ และ ยูเอสดีคอยน์(USDC) ของเซอร์เคิล(Circle) ที่ราว 77 พันล้านดอลลาร์ ทำให้พื้นที่เติบโตของสเต이블คอยน์รุ่นใหม่ค่อนข้างจำกัด ประกอบกับดีมานด์บนเครือข่ายที่ใช้โทเคนริปเปิล(XRP) เป็นฐานเริ่มชะลอตัวตามแนวโน้มอ่อนแรงของราคา XRP ยิ่งกดดัน RLUSD ให้เสียเปรียบ PYUSD ในเชิงกระแสและการใช้งาน
อย่างไรก็ตาม ริปเปิลไม่ได้หยุดนิ่ง และกำลังเร่งขยายฟังก์ชันครอสเชนสำหรับ ‘RLUSD’ ไปยังเครือข่ายสำคัญอย่าง เบส(Base) และ ออปติมิซึม(OP) รวมถึงเลเยอร์ทูอื่นๆ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเคลื่อนย้ายและใช้งาน RLUSD บนระบบนิเวศดีฟายที่กว้างขึ้น ‘ความคิดเห็น’ ของนักวิเคราะห์บางรายมองว่า หากริปเปิลสามารถเร่งการเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานให้ทันคู่แข่ง ความต้องการ RLUSD อาจฟื้นตัวในระยะกลางได้
ภาพรวมแล้วจุดศูนย์ถ่วงของตลาดสเต이블คอยน์กำลังขยับจาก ‘การแข่งกันออกเหรียญให้มากที่สุด’ ไปสู่การแข่งขันด้าน ‘การใช้งานจริง’ และการขยายเครือข่ายข้ามเชน ตัวอย่างของ ‘PYUSD’ ที่มูลค่าตลาดพุ่งแรงควบคู่กับการรองรับบนหลายบล็อกเชนและการใช้งานในดีฟาย แสดงให้เห็นว่าปัจจัยอย่างสภาพคล่อง, ค่าธรรมเนียม, ความง่ายในการใช้ และผลตอบแทน กำลังกลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญ ขณะที่ ‘RLUSD’ จะสามารถไล่ตามกระแสนี้ได้มากแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับ ‘ความเร็วในการสร้างและเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐาน’ ในช่วงถัดจากนี้เป็นหลัก
ความคิดเห็น 0