ตลาดบิตคอยน์(BTC) เผชิญแรงสั่นสะเทือนหนักที่สุดครั้งหนึ่งของปี หลังการประกาศขายบิตคอยน์ของ สแตรทิจี กลายเป็นชนวนให้เกิดแรงกดดันเป็นวงกว้าง ทั้งในตลาดสปอตและตลาดอนุพันธ์ พร้อมฉุดสภาพคล่อง ความเชื่อมั่นนักลงทุน และระดับเลเวอเรจให้ลดลงพร้อมกัน สะท้อนว่าการปรับฐานครั้งนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของราคาที่ร่วงลง แต่เป็นการอ่อนแอลงของโครงสร้างตลาดโดยรวม
ตามรายงานของ ไคโค รีเสิร์ช(Kaiko Research) ผู้เขียนรายงานอย่าง โธมัส โพรบสต์ และลอว์เรนซ์ เฟราซอง ระบุว่า ความผันผวนรอบล่าสุดเริ่มรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2026 โดยตลาดมองการขายของสแตรทิจี ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกมองเป็นหนึ่งในผู้ถือครองบิตคอยน์(BTC) ระดับสถาบันรายสำคัญ ว่าเป็นสัญญาณที่ไม่คาดคิด และทำให้แรงขายลุกลามจากบิตคอยน์(BTC) ไปยัง อีเธอเรียม(ETH), โซลานา(SOL) และ ริปเปิล(XRP) อย่างรวดเร็ว
ตัวเลขราคาที่ลดลงสะท้อนภาพดังกล่าวได้ชัดเจน โดยบิตคอยน์(BTC) ร่วงมากกว่า 20% ในช่วงเวลาดังกล่าว ขณะที่อีเธอเรียม(ETH) ลดลงราว 22% โซลานา(SOL) ปรับตัวลงประมาณ 24% และริปเปิล(XRP) อ่อนตัว 16% แม้แรงเทขายในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาจะเริ่มชะลอลงบ้าง แต่ระดับราคายังอยู่ต่ำกว่าสัปดาห์ก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ แสดงให้เห็นว่า ‘ความเชื่อมั่น’ ของตลาดยังไม่ฟื้นกลับมาเต็มที่
ฝั่งตลาดสปอตก็อ่อนแรงลงเช่นกัน ก่อนหน้านี้ความลึกของตลาดในสินทรัพย์หลักเคยค่อย ๆ ฟื้นตัวตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม หลังได้รับแรงกดดันจากบรรยากาศหลีกเลี่ยงความเสี่ยงตั้งแต่ต้นปี แต่หลังสแตรทิจีประกาศขาย แนวโน้มดังกล่าวกลับถดถอยอีกครั้ง โดยเฉพาะ ‘ความลึกของตลาด’ ในช่วง 1% ของบิตคอยน์(BTC) ที่ลดลงจากจุดสูงสุดในเดือนพฤษภาคม และแรงกดดันนี้ยังลามไปยังอัลต์คอยน์ขนาดใหญ่อื่น ๆ จนทำให้ภาพการฟื้นตัวของสภาพคล่องที่ดำเนินมาตั้งแต่ไตรมาสแรกสะดุดลง
ภาวะนี้มีความสำคัญ เพราะเมื่อสมุดคำสั่งซื้อบางลง การขายในขนาดเท่าเดิมจะสร้างแรงกระแทกต่อราคาได้มากขึ้น และยิ่งเพิ่มความเปราะบางให้กับตลาดคริปโตในช่วงที่นักลงทุนยังระมัดระวัง
ด้านตัวชี้วัดความผันผวนก็ส่งสัญญาณในทิศทางเดียวกัน ไคโค รีเสิร์ช(Kaiko Research) ระบุว่า ค่า rolling volatility ของบิตคอยน์(BTC) เคยพุ่งเกิน 50% ในช่วงต้นปี ท่ามกลางการปรับมุมมองต่อนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ ก่อนจะลดลงต่ำกว่า 20% ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ซึ่งเคยถูกมองเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังนิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่เดือนมิถุนายน ตัวเลขดังกล่าวกลับขึ้นไปเหนือ 30% อีกครั้ง สะท้อนว่าความกังวลของนักลงทุนและแรงปรับฐานกำลังกลับมาอย่างจริงจัง
ในตลาดอนุพันธ์ ภาพของการลดเลเวอเรจหรือ ‘ดีเลเวอเรจจิง’ ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม โดยยอด open interest ของบิตคอยน์(BTC) บนแพลตฟอร์มหลักอย่าง ไบแนนซ์, ไบบิต, ไฮเปอร์ลิควิด และ โอเคเอ็กซ์ ลดลงจากราว 2 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม เหลือประมาณ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ใกล้วันที่ 8 มิถุนายน และหลังการประกาศขายของสแตรทิจี การลดลงยิ่งเกิดเร็วขึ้น
การที่ราคาและ open interest ลดลงพร้อมกัน บ่งชี้ว่าตลาดร่วงลงเพราะมีการปิดสถานะเดิมจำนวนมาก มากกว่าจะเกิดจากการเปิดชอร์ตใหม่เพียงอย่างเดียว พูดง่าย ๆ คือเลเวอเรจส่วนเกินที่สะสมอยู่ในตลาดถูกล้างออกอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นรูปแบบที่มักเกิดในช่วงปรับฐานรุนแรง
อีกจุดที่น่าจับตาคือข้อมูล cumulative volume delta หรือ CVD ในตลาดฟิวเจอร์สที่ยังสะท้อน ‘แรงขายสุทธิ’ อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม CVD ฟิวเจอร์สดอลลาร์ของบิตคอยน์(BTC) อยู่ที่ -3.93 พันล้านดอลลาร์บนไบแนนซ์, -2.36 พันล้านดอลลาร์บนไบบิต, -2.28 พันล้านดอลลาร์บนโอเคเอ็กซ์ และ -830 ล้านดอลลาร์บนไฮเปอร์ลิควิด สิ่งนี้ชี้ว่าแม้ราคาจะเริ่มทรงตัวในบางช่วง แต่ฝั่งฟิวเจอร์สยังคงมีแรงขายเด่นกว่าแรงซื้อ ทำให้โอกาสรีบาวด์ของตลาดถูกจำกัด
ข้อมูลการล้างพอร์ตยิ่งตอกย้ำว่าตลาดก่อนหน้านี้เอนเอียงไปทางขาขึ้นมากเกินไป ตลอดเดือนพฤษภาคม มูลค่าการล้างพอร์ตรายวันส่วนใหญ่ยังต่ำกว่า 500 ล้านดอลลาร์ และฝั่ง long กับ short ค่อนข้างสมดุล แต่หลังการประกาศของสแตรทิจี การล้างพอร์ตฝั่ง long พุ่งทะลุ 1.5 พันล้านดอลลาร์ในวันที่ 1 มิถุนายน ก่อนจะมีระลอกตามมาอีกไม่กี่วันถัดมา ขณะที่การล้างพอร์ตฝั่ง short อยู่เพียงราว 300 ล้านดอลลาร์
ภาพนี้สะท้อนวงจรชัดเจนว่า ตลาดมีการสะสมสถานะ long ด้วยเลเวอเรจมากเกินไป และเมื่อมีข่าวลบเข้ามา จึงเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ตั้งแต่ ‘long liquidation’ ไปสู่ panic sell ก่อนลากสภาพคล่องให้แย่ลงและกดราคาให้ปรับตัวลงต่อ
โดยสรุป การปรับฐานครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากข่าวเดียวล้วน ๆ แต่เกิดจากโครงสร้างตลาดที่เปราะบางอยู่แล้ว ข่าวการขายบิตคอยน์(BTC) ของสแตรทิจีเป็นเพียงตัวจุดชนวน ขณะที่ความลึกของตลาดที่ลดลง สถานะ long ที่หนาแน่นเกินไป และแรงขายต่อเนื่องในตลาดฟิวเจอร์ส คือปัจจัยที่ช่วยขยายผลกระทบให้รุนแรงขึ้น แม้ open interest จะถูกรีเซ็ตลงมาก และเลเวอเรจส่วนเกินจะถูกล้างออกไปแล้วส่วนหนึ่ง แต่ตราบใดที่ผู้ให้สภาพคล่องยังไม่กลับมาเต็มที่ ตลาดก็ยังเสี่ยงต่อแรงกระแทกจากข่าวลบใหม่ได้ง่าย
ปัจจัยสำคัญจากนี้คือการเคลื่อนไหวรอบต่อไปของสแตรทิจี ว่าการขายที่ประกาศไว้ราว 2 พันล้านดอลลาร์เพื่อจัดหาเงินสำหรับเงินปันผลจะจบลงเพียงเท่านี้ หรือจะมีการปรับพอร์ตเพิ่มเติมจนกลายเป็นแรงขายระลอกใหม่ ซึ่งอาจมีผลต่อทิศทางของบิตคอยน์(BTC) และตลาดคริปโตโดยรวม
“ความคิดเห็น” จากรายงานของไคโค รีเสิร์ช(Kaiko Research) มองว่า ตลาดในเวลานี้ยังไม่ถึงขั้นตึงเครียดสุดขั้วเหมือนช่วงจุดสูงสุดเดือนมีนาคม แต่ก็ยังไม่ใช่ตลาดที่กำลังฟื้นตัวอย่างชัดเจนเช่นกัน หากพูดให้ตรงที่สุด เวลานี้ตลาดคริปโตกำลังอยู่ในช่วง ‘หาสมดุลใหม่’ หลังผ่านแรงกระแทกครั้งใหญ่ และบิตคอยน์(BTC) จะยังเป็นศูนย์กลางของความเปราะบางนี้ต่อไปในระยะสั้น
ความคิดเห็น 0