วุฒิสภาสหรัฐเดินหน้าผ่านกฎหมายห้าม ‘CBDC’ สำหรับรายย่อยไปจนถึงสิ้นปี 2030 ด้วยคะแนนท่วมท้น สะท้อนชัดว่านโยบาย ‘ดอลลาร์ดิจิทัล’ ของสหรัฐกำลังเอนเอียงจากเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง ไปสู่ ‘สเตเบิลคอยน์’ ที่ออกโดยภาคเอกชนมากขึ้น รายงานของเม็กซ์ซี เวนเจอร์ส(MEXC Ventures) ชี้ว่า กฎหมายฉบับนี้ไม่เพียงปิดทางธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดในการออก CBDC โดยตรงเท่านั้น แต่ยังเว้นพื้นที่ทางกฎหมายไว้ให้สเตเบิลคอยน์ที่อ้างอิงดอลลาร์สามารถเติบโตต่อได้
เมื่อวันที่ 22 (เวลาท้องถิ่น) ตามรายงานวิจัยของเม็กซ์ซี เวนเจอร์ส(MEXC Ventures) วุฒิสภาสหรัฐได้ลงมติผ่านร่างกฎหมาย ‘21st Century ROAD to Housing Act’ ด้วยคะแนน 85 ต่อ 5 โดยสาระสำคัญอยู่ที่การห้ามเฟดออก ‘CBDC’ สำหรับภาคประชาชนหรือภาคธุรกิจรายย่อย ไม่ว่าจะเป็นการออกโดยตรงหรือโดยอ้อม ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2030
กฎหมายดังกล่าวถือเป็นการยกระดับแนวทางของฝ่ายบริหารมาเป็นกฎหมายระดับสหพันธรัฐ หลังประธานาธิบดีทรัมป์เคยลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารในเดือนมกราคม 2025 เพื่อจำกัดแนวทางการออก CBDC มาก่อนหน้านี้ ความต่างสำคัญคือคำสั่งฝ่ายบริหารอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามรัฐบาลชุดใหม่ แต่เมื่อถูกตราเป็นกฎหมายแล้ว น้ำหนักทางนโยบายย่อมมั่นคงมากขึ้น
จุดที่ต้องทำความเข้าใจคือ ข้อห้ามครั้งนี้ครอบคลุมเฉพาะ ‘CBDC’ แบบรายย่อย หรือระบบที่ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถถือครองเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางได้โดยตรง หรือมีบัญชีกับธนาคารกลางโดยตรงเท่านั้น ขณะที่ CBDC แบบขายส่งซึ่งใช้ระหว่างสถาบันการเงิน ยังไม่ใช่เป้าหมายหลักของมาตรการนี้
เหตุผลที่ CBDC รายย่อยถูกต่อต้านอย่างหนักในสหรัฐ มาจากความกังวลเรื่อง ‘ความเป็นส่วนตัว’ และ ‘เสรีภาพทางการเงิน’ ฝ่ายการเมืองจำนวนมาก โดยเฉพาะสายอนุรักษนิยม มองว่าหากธนาคารกลางสามารถเข้าถึงเส้นทางการชำระเงินและข้อมูลธุรกรรมของประชาชนได้โดยตรง ก็อาจขยายอำนาจรัฐเข้าสู่ระบบการเงินส่วนบุคคลมากเกินไป
ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีทรัมป์เคยระบุว่า CBDC อาจเป็นภัยต่อความเป็นส่วนตัวของประชาชนและเสรีภาพทางการเงินของชาวอเมริกัน ขณะที่เฟดเองก็เคยศึกษาแนวคิดดอลลาร์ดิจิทัลผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น Project Hamilton ที่พัฒนาโดยธนาคารกลางสหรัฐสาขาบอสตัน อย่างไรก็ตาม หลังคำสั่งฝ่ายบริหารในปี 2025 ทิศทางดังกล่าวก็อ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด และรายงานของเม็กซ์ซี เวนเจอร์ส(MEXC Ventures) มองว่ากฎหมายล่าสุดนี้เท่ากับเป็นการปิดเส้นทาง ‘CBDC’ รายย่อยในเชิงกฎหมายอย่างเป็นทางการ
อีกประเด็นที่ตลาดคริปโตจับตาอย่างมากคือ การยกเว้นให้ ‘สเตเบิลคอยน์’ ของภาคเอกชนไม่ตกอยู่ภายใต้ข้อห้ามเดียวกัน โดยสินทรัพย์ดิจิทัลที่ผูกกับดอลลาร์และออกโดยเอกชนยังสามารถดำเนินต่อได้ ภายใต้เงื่อนไขด้านความเป็นส่วนตัวที่ต้องใกล้เคียงกับเงินสด ประเด็นนี้สะท้อนว่าสหรัฐไม่ได้ปฏิเสธ ‘ดอลลาร์ดิจิทัล’ เสียทีเดียว แต่กำลังเลือกให้ภาคเอกชนเป็นผู้นำบทบาทดังกล่าวแทนธนาคารกลาง
แนวทางนี้สอดคล้องกับกฎหมาย ‘GENIUS Act’ ที่ออกในปี 2025 ซึ่งมีเป้าหมายสร้างกรอบกำกับดูแลสำหรับผู้ออกสเตเบิลคอยน์โดยเฉพาะ หากมองในภาพใหญ่ สหรัฐกำลังวางโครงสร้างแบบสองชั้น คือกัน CBDC ออกจากระบบรายย่อย แต่สนับสนุนให้ ‘สเตเบิลคอยน์’ ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือดิจิทัลของดอลลาร์ในตลาดโลก
สำหรับตลาดคริปโต นี่เป็นสัญญาณสำคัญ เพราะ ‘สเตเบิลคอยน์’ คือโครงสร้างพื้นฐานหลักของทั้งดีไฟ การชำระเงินบนบล็อกเชน และการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลก เหรียญอย่างยูเอสดีคอยน์(USDC) และ เทเธอร์(USDT) ถูกใช้เป็นสภาพคล่องหลักของตลาดมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการซื้อขายบิตคอยน์(BTC) และอีเธอเรียม(ETH) ด้วย ดังนั้น กฎหมายฉบับนี้อาจยิ่งตอกย้ำว่าดอลลาร์ดิจิทัลในแบบที่สหรัฐต้องการ จะขับเคลื่อนผ่าน ‘สเตเบิลคอยน์’ มากกว่าผ่าน ‘CBDC’
เมื่อเทียบกับต่างประเทศ ทางเลือกของสหรัฐถือว่าค่อนข้างแตกต่าง ธนาคารกลางยุโรปยังเดินหน้าพัฒนาเงินยูโรดิจิทัลต่อไป ส่วนจีนก็ผลักดันเงินหยวนดิจิทัลในหลายเมืองแล้ว ข้อมูลจากธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศหรือ BIS ยังระบุว่า มีธนาคารกลางมากกว่า 90 แห่งทั่วโลกที่อยู่ระหว่างศึกษา ทดลอง หรือพัฒนา CBDC ในระดับต่าง ๆ ท่ามกลางกระแสนี้ สหรัฐกลับเลือกใช้เส้นทางอ้อม คือจำกัด ‘CBDC’ รายย่อย แต่เปิดทางให้ ‘สเตเบิลคอยน์’ เป็นเครื่องมือหลักแทน
อย่างไรก็ดี ข้อห้ามนี้ยังไม่ใช่มาตรการถาวร เพราะในกฎหมายมีเงื่อนไขสิ้นสุดอายุหรือ sunset clause ที่กำหนดไว้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2030 นั่นหมายความว่า สหรัฐยังเปิดช่องให้มีการทบทวนทิศทางในอนาคต หากสถานการณ์เศรษฐกิจ การเมือง หรือการแข่งขันด้านระบบชำระเงินดิจิทัลของโลกเปลี่ยนไป
“ความคิดเห็น” หากสเตเบิลคอยน์สามารถเติบโตภายใต้กฎเกณฑ์ที่ชัดเจนได้จริง สหรัฐอาจรักษาอิทธิพลของดอลลาร์ในยุคดิจิทัลโดยไม่ต้องให้เฟดลงมาเป็นผู้เล่นโดยตรง แต่ในอีกด้าน หากประเทศคู่แข่งเร่งใช้งาน ‘CBDC’ จนเกิดข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้าง สหรัฐก็อาจต้องกลับมาทบทวนจุดยืนนี้อีกครั้งก่อนถึงเส้นตายปี 2030
ท้ายที่สุด กฎหมายห้าม ‘CBDC’ ครั้งนี้สะท้อนชัดว่าสหรัฐกำลังออกแบบอนาคตของ ‘ดอลลาร์ดิจิทัล’ บนฐานของภาคเอกชน ไม่ใช่รัฐ และหากแนวทางนี้เดินหน้าต่อ สเตเบิลคอยน์อาจกลายเป็นหัวใจของระบบการเงินดิจิทัลสหรัฐในทศวรรษหน้า โดยมี ‘CBDC’ เป็นเพียงทางเลือกที่ถูกพักไว้ชั่วคราวเท่านั้น
ความคิดเห็น 0