แรงกดดัน ‘ขาย’ ถาโถมใส่ตลาดคริปโต หลังความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)จะขึ้นดอกเบี้ยพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้บิตคอยน์(BTC) และสกุลเงินดิจิทัลหลักร่วงพร้อมกัน ขณะที่นักลงทุนจับตา ‘ตัวเลขเงินเฟ้อ’ และการให้การต่อสภาคองเกรสของประธานเฟด เควิน วอ시 อย่างใกล้ชิด ส่งบรรยากาศความตึงเครียดทั่วตลาด
ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ‘บิตคอยน์(BTC)’ ร่วงมากกว่า 2% ลงมาบริเวณ 62,380 ดอลลาร์ หรือราว 9.3 แสนบาท สะท้อนแรงขายที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ด้านอีเธอเรียม(ETH) และริปเปิล(XRP) รวมถึงอัลท์คอยน์หลักตัวอื่น ๆ ก็ปรับตัวลงในระดับที่ใกล้เคียงกัน ทำให้ภาพรวมตลาดคริปโตเข้าสู่ภาวะอ่อนแรงต่อเนื่อง
ตามรายงานของ Bloomberg เมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) ตลาดฟิวเจอร์สดอกเบี้ยกำลังสะท้อนโอกาสที่เฟดจะ *ขึ้นดอกเบี้ย* ในการประชุมเดือนนี้ราว ‘50%’ จากเดิมที่อยู่เพียงประมาณ 10% เมื่อไม่กี่วันก่อน การเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันนี้ถูกเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับถ้อยแถลงของคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ กรรมการเฟด ซึ่งระบุถึงความจำเป็นในการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อกดเงินเฟ้อให้ลงมาอยู่ในกรอบเป้าหมาย
การปรับคาดการณ์ของตลาดสะท้อนทันทีในฝั่งพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปี พุ่งขึ้นสู่ระดับ 4.29% สูงสุดนับตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว ซึ่ง ‘บอนด์ยีลด์ 2 ปี’ ถือเป็นช่วงอายุตราสารที่ตอบสนองต่อแนวนโยบายการเงินระยะสั้นของเฟดไวที่สุด ตัวเลขดังกล่าวจึงถูกมองว่าเป็นสัญญาณชัดเจนว่าตลาดกำลัง ‘ปรับมุมมองดอกเบี้ยขึ้น’ อย่างจริงจัง
ความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้ยังซ้อนทับกับ ‘ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์’ ที่ทวีความร้อนแรงมากขึ้น หลังประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศกลับมาใช้มาตรการสกัดกั้นเรือบรรทุกสินค้าของอิหร่านที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมเรียกเก็บค่าผ่านทาง 20% กับสินค้าทุกชนิดที่ใช้เส้นทางเดินเรือสำคัญแห่งนี้ ความตึงเครียดดังกล่าวผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส(WTI) ทะยานจากราว 67 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อต้นเดือน ขึ้นมาใกล้แตะระดับ 80 ดอลลาร์ จุดกระแสกังวลเงินเฟ้อรอบใหม่ให้กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง
“ความคิดเห็น” สภาพตลาดตอนนี้กำลังโดนบีบสองด้าน ทั้ง ‘ดอกเบี้ยขาขึ้น’ และ ‘น้ำมันแพง’ ซึ่งล้วนไม่เป็นผลดีต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโต นักลงทุนที่เคยหวังว่าเฟดจะเริ่มลดดอกเบี้ยเร็ว ๆ ต้องกลับมาคิดใหม่ทั้งหมด
ฝั่งนักลงทุนจึงหันมาจับตาตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐอย่างใกล้ชิด โดยตลาดกำลังรอดูรายงาน ‘ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนมิถุนายน’ จากกระทรวงแรงงานสหรัฐ ซึ่งคาดกันอย่างกว้างขวางว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) รายปีจะชะลอลงมาต่ำกว่า 4% จากระดับ 4.2% ในเดือนพฤษภาคม ขณะที่ ‘เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI)’ ซึ่งตัดหมวดอาหารและพลังงานออก ก็ถูกคาดหมายว่าจะเริ่มเห็นทิศทางชะลอตัวเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้นักวิเคราะห์บางส่วนเตือนว่าข้อมูล CPI เดือนมิถุนายนอาจถูกมองเป็นเพียง ‘ภาพย้อนหลัง’ ที่ยังไม่สะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อรอบใหม่อย่างเต็มที่ หากตัวเลขออกมาต่ำกว่าคาดก็อาจช่วยผ่อนคลายแรงกดดันเฟดได้บ้าง แต่ถ้าชะลอตัวน้อยกว่าที่ตลาดหวังหรือ “หลุดคาด” ขึ้นมา ก็อาจเป็นชนวนให้ความกังวลเรื่อง ‘การคุมเข้มนโยบายการเงินเพิ่มขึ้น’ ปะทุรอบใหม่
อีกปัจจัยสำคัญที่ตลาดไม่อาจมองข้ามคือการให้การต่อสภาคองเกรสของ ‘ประธานเฟด เควิน วอช’ ที่จะมีขึ้นถัดมาไม่นาน นักลงทุนและเทรดเดอร์จะใช้ทุกถ้อยคำของวอชเพื่อคาดเดา ‘เส้นทางดอกเบี้ยในอนาคต’ รวมถึงมุมมองต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ ว่าจะให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านใดมากกว่ากัน ระหว่างการกดเงินเฟ้าให้ลงเร็ว หรือการหลีกเลี่ยงการฉุดเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย
สำนักวิเคราะห์ ING ให้ความเห็นว่า วอชยังมีช่องให้ส่งสัญญาณ ‘ไม่ขึ้นดอกเบี้ยในทันที’ หากต้องการ โดยระบุว่า “วอชสามารถเน้นย้ำได้ว่า *ความคาดหวังเงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบที่ค่อนข้างนิ่ง* และถึงแม้แรงกดดันให้ขึ้นดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้น แต่เฟดยังมีเหตุผลเพียงพอที่จะ ‘คงดอกเบี้ย’ ไว้ก่อนในระยะสั้น” พร้อมเสริมว่า แม้เฟดจะตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยจริงในรอบถัดไป “โอกาสที่จะต้องย้อนกลับมาลดดอกเบี้ยในภายหลังก็ยังเปิดกว้างอยู่มาก”
โดยสรุป ตลาดคริปโตนำโดย ‘บิตคอยน์(BTC)’ ยังคงแสดงให้เห็นความอ่อนไหวสูงต่อสภาพแวดล้อมด้านดอกเบี้ยและสภาพคล่องทั่วโลก การเคลื่อนไหวระยะสั้นมีแนวโน้มจะถูกกำหนดทิศทางโดย *ข้อมูลเงินเฟ้อ (CPI)* และ *สัญญาณจากเฟด* เป็นหลัก ซึ่งจะชี้ชัดมากขึ้นว่าเฟดจะเดินเกมคุมเข้มต่อไป หรือเริ่มผ่อนแรงในช่วงถัดไป นักลงทุนคริปโตจึงจำเป็นต้องติดตามทั้งตัวเลขเศรษฐกิจและถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดอย่างใกล้ชิดในระยะนี้
ความคิดเห็น 0