บิตคอยน์(BTC) และอีเธอเรียม(ETH) พร้อมคริปโตหลักร่วงพร้อมกันรอบใหม่ คราวนี้ไม่ใช่เพราะปัจจัย ‘ออนเชน’ หรือข่าววงการคริปโตโดยตรง แต่เกิดจากกระแส ‘ปัญญาประดิษฐ์’ เมื่อสตาร์ทอัพจีนจากปักกิ่งอย่าง มูนช็อตเอไอ(Moonshot AI) เปิดตัวโมเดล ‘คิมี่ K3’ เขย่าโครงสร้างราคา ‘สินทรัพย์เสี่ยง’ ทั้งกระดาน
เมื่อวันที่ 17 (เวลาท้องถิ่น) ราคาบิตคอยน์(BTC), อีเธอเรียม(ETH) และเหรียญใหญ่หลายตัวอ่อนตัวลงต่อเนื่อง จุดเปลี่ยนสำคัญคือการเปิดตัว ‘คิมี่ K3’ ของมูนช็อตเอไอ ที่ได้รับการประเมินว่าทำผลงานด้าน ‘การเขียนโค้ด’ แซงหน้ารุ่นท็อปจากฝั่งสหรัฐอย่าง แอนโทรปิก และ โอเพนเอไอ จนกลายเป็น ‘คิมี่ โมเมนต์’ ที่ลากให้หุ้นเอไอและหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ฝั่งเอเชียเทขายตามกันเป็นแถว
คิมี่ K3 เป็นโมเดลขนาดยักษ์ที่มีพารามิเตอร์ราว 2.8 ล้านล้านหน่วย และรองรับคอนเท็กซ์สูงสุด 1 ล้านโทเคน จุดเด่นคือโครงสร้างแบบ ‘โมเดลผู้เชี่ยวชาญผสม’ หรือ ‘MoE (Mixture of Experts)’ ที่เปิดใช้งานเพียง 16 โมดูล จากทั้งหมด 896 โมดูลต่อการประมวลผลหนึ่งครั้ง ทำให้ ‘ต้นทุนคอมพิวต์’ ลดลงอย่างมาก มูนช็อตเอไอระบุว่า ด้วยดีไซน์นี้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้ราว 2.5 เท่า เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้าในไลน์ผลิตเดียวกัน
ด้านผลทดสอบก็ถือว่า ‘ช็อกตลาด’ บนตารางจัดอันดับ Arena Frontend ซึ่งเน้นวัดศักยภาพด้านการเขียนโค้ด คิมี่ K3 ทำคะแนนได้ 1679 คะแนน แซงหน้า ‘คลอดด์ Fable 5’ ของแอนโทรปิกที่ 1631 คะแนน และ GPT-5.6 ของโอเพนเอไอที่ 1618 คะแนน ขึ้นไปนั่งอันดับหนึ่งทันที โดยรุ่นก่อนหน้าของมูนช็อตเอไอยังรั้งอันดับ 18 อยู่มาก่อนหน้า เท่ากับว่ากระโดดขึ้นมาถึง 17 ขั้นในช็อตเดียว
ส่วนที่ทำให้ตลาดลงทุนสะดุ้งที่สุดอยู่ที่ ‘ไลเซนส์’ คิมี่ K3 ถูกปล่อยในรูปแบบ ‘โอเพ่นเวต (open-weight)’ หมายความว่า ตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคมเป็นต้นไป ใครก็สามารถดาวน์โหลดโมเดลเต็มไปรันบนโครงสร้างพื้นฐานของตัวเองได้แบบฟรี ๆ ไม่มีค่าไลเซนส์โมเดลเข้ามาเป็นต้นทุนโดยตรง ‘คำ’ ที่นักลงทุนจับตามากที่สุดคือ เรื่องนี้กำลังท้าทายสมมติฐานหลักของธุรกิจเอไอแบบตั้งเดิม
ที่ผ่านมา ‘ตรรกะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเอไอ’ พึ่งพาสมมติฐานว่า โมเดลระดับท็อปมี ‘ความหายาก’ และ ‘ต้นทุนสูง’ จึงจะสร้างรายได้ซ้ำจากค่าใช้งานต่อหน่วยได้ในระยะยาว แพลตฟอร์มอย่างแอนโทรปิกและโอเพนเอไอจึงเลือกใช้โมเดลปิดและคิดค่าบริการ แต่การที่มีโมเดลสมรรถนะสูงถูกปล่อยฟรีจากฝั่งจีน ทำให้สมมติฐานนี้เริ่ม ‘สั่นคลอน’
ราคาหุ้นกลุ่มเอไอจีนจึงรับแรงกระแทกเต็ม ๆ Z.ai ดิ่งลงราว 27% ขณะที่ MiniMax ร่วงประมาณ 16% ภายในเวลาอันสั้น สะท้อนความกังวลว่า รายได้จากโมเดลเชิงพาณิชย์และบริการคลาวด์เอไอในอนาคตอาจไม่สดใสอย่างที่ถูกคาดหวัง
แรงขายจากฝั่งเอไอไหลต่อมาที่คริปโต เพราะตอนนี้ตลาดมองบิตคอยน์(BTC) เป็นสินทรัพย์ที่ ‘เชื่อมโยง’ กับวัฏจักรการลงทุนเอไอและชิปประมวลผลมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ได้มองแค่เป็น ‘สินทรัพย์เสี่ยง’ ทั่วไปอีกต่อไป ข้อมูลในช่วงสัปดาห์ก่อนหน้านี้สะท้อนภาพดังกล่าวชัดเจน ราคาบิตคอยน์(BTC) เคยดีดขึ้นราว 4% ตามแรงหนุนจากดัชนีหุ้นเกาหลี (KOSPI) ที่กระโดดแรง และข่าวการระดมทุนขนาดใหญ่ของ เอสเคไฮนิกซ์(SK Hynix) ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเอไอ
แต่เมื่อฝั่งจีนปล่อยโมเดลเอไอที่ทั้งแรงและ ‘ฟรี’ ออกมา ภาพกลับตาลปัตร ความกังวลว่าความต้องการลงทุน ‘ฮาร์ดแวร์’ และ ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ อาจไม่เติบโตแบบเส้นตรงอย่างที่เคยคาดไว้ กลายเป็นแรงขายกลับในสินทรัพย์ที่ถูกมองว่าโยงกับธีมเอไออย่างเข้มข้น รวมถึงบิตคอยน์(BTC) ด้วย
จุดเปราะบางที่สุดอยู่ที่ ‘ฝั่งขุด’ ของเครือข่ายบิตคอยน์(BTC) เอง ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ผู้ให้บริการเหมืองบิตคอยน์หลายรายเริ่มแปลงตัวไปสู่ธุรกิจ ‘ดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับเอไอ’ เพื่อหาช่องทางรายได้ใหม่แทนการขุดเพียงอย่างเดียว โมเดลธุรกิจที่วาดฝันกันคือ เช่าระยะยาวให้บริษัทเอไอใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานการประมวลผลแบบต่อเนื่อง
แต่หากโลกเอไมุ่งไปในทิศทางที่ ‘โมเดลประสิทธิภาพสูง ใช้คอมพิวต์น้อยลง และเปิดให้ใช้ฟรี’ ความต้องการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดมหึมาที่กินไฟและทรัพยากรหนัก ๆ อาจไม่จำเป็นเท่าเดิม การเติบโตของสัญญาระยะยาวในธุรกิจนี้ รวมถึง ‘กระแสเงินสดที่มั่นคง’ ที่นักลงทุนใช้เป็นเหตุผลรองรับมูลค่าหุ้นบริษัทขุด ก็อาจลดลงได้ ‘ความคิดเห็น’ ของนักวิเคราะห์หลายรายคือ ตลาดเริ่ม Price-in ความเสี่ยงที่ ‘ดีมานด์ฝั่งเอไอ’ จะไม่ได้พุ่งขึ้นไม่หยุดแบบที่หวังกันไว้
เมื่อย้อนมองอดีต ความต่างยิ่งชัดเจน ช่วงต้นปี 2025 บิตคอยน์(BTC) ยังถูกจัดกลุ่มเดินเกมไปกับหุ้นเทคโนโลยี เป็น ‘สินทรัพย์เสี่ยง’ ที่วิ่งตามบรรยากาศแมโครเป็นหลัก แต่ในปี 2026 บิตคอยน์(BTC) ดูเหมือนจะกลายเป็น ‘เลเวอเรจของวัฏจักรเอไอ’ มากกว่าจะเป็นเพียงตัวแทนของตลาดคริปโต มุมมองในตลาดตอนนี้คือ หนึ่งสัปดาห์ราคาเหรียญปรับขึ้นตามความคาดหวังหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ สัปดาห์ถัดมาอาจร่วงตามข่าวโมเดลเอไอเปิดฟรีหรือเทคโนโลยีใหม่ที่ลดต้นทุนคอมพิวต์
ภาพที่สะท้อนออกมาชัด คือ ตลาดคริปโตไม่ได้เคลื่อนตัวแบบ ‘ดีคัปเปิล’ หรือแยกขาดจากระบบการเงินอื่นเหมือนที่เคยถูกเล่าอีกต่อไป แต่กำลังฝังตัวอยู่ในโครงสร้างการหมุนเวียนของ ‘ทุนเอไอ’ อย่างแน่นแฟ้น ‘คำ’ ที่จะกำหนดทิศทางรอบถัดไปคือ ‘ความหายากของเทคโนโลยีเอไอจะยังถูกรักษาไว้หรือไม่’
หากคิมี่ K3 เป็นแค่เหตุการณ์เฉพาะตัวที่โดดขึ้นมาเพียงครั้งเดียว ตลาดอาจปรับฐานแล้วกลับไปขับเคลื่อนด้วยข่าวคริปโตภายในวงการเป็นหลัก แต่หากนี่คือสัญญาณตั้งต้นของคลื่นใหม่ที่ทำให้โมเดลประสิทธิภาพสูง ‘ถูกลง ใช้ง่ายขึ้น และเปิดให้เข้าถึงได้อย่างกว้างขวาง’ โครงสร้างรายได้ทั้งในอุตสาหกรรมเอไอและธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์จะต้องถูกประเมินกันใหม่ และตามมาด้วยการ ‘ประเมินมูลค่า’ บิตคอยน์(BTC) และคริปโตหลักชุดใหญ่รอบถัดไปด้วยเช่นกัน
ความคิดเห็น 0