Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

ยุคใหม่การเงินดิจิทัล: สเตเบิลคอยน์เร่งโลกไร้บัญชีธนาคาร ธนาคารไม่หายแต่บทบาทเปลี่ยน

การขยายตัวของการเงินบน ‘บล็อกเชน’ และ ‘สเตเบิลคอยน์’ กำลังเร่งให้ภาพของ ‘คนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยมีบัญชีธนาคาร’ เข้าใกล้ความจริงมากขึ้น ทั้งในมิติการชำระเงิน การออม และการใช้บริการทางการเงินที่ปรับสู่โลกดิจิทัลเต็มรูปแบบ

อาเดรียน คาชิเนโร ผู้ร่วมก่อตั้งสเตคเฮาส์ ไฟแนนเชียล(Stakehouse Financial) ให้สัมภาษณ์ที่ลอนดอนเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า ลูกสาววัยเพียง 18 เดือนของเขา “อาจจะไม่ต้องเปิดบัญชีธนาคารตลอดทั้งชีวิต” พร้อมย้ำว่าบริษัทกำลังสร้าง ‘ผลิตภัณฑ์การเงินสำหรับคนยุคใหม่ที่ไม่ผูกติดกับธนาคาร’ อย่างชัดเจน

สเตคเฮาส์ ไฟแนนเชียลเป็นบริษัทดีไฟ(DeFi) ที่บริหารสินทรัพย์บนบล็อกเชนมากกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5.96 แสนล้านบาท โมเดลของแพลตฟอร์มคือให้ผู้ใช้ฝาก ‘สเตเบิลคอยน์’ ไว้ในตู้อัจฉริยะ ‘สมาร์ตคอนแทรกต์’ เพื่อสร้างผลตอบแทน โดยที่เจ้าของยังคงถือสิทธิการควบคุมทรัพย์สินทั้งหมด ต่างจากระบบธนาคารแบบดั้งเดิมที่ต้องมอบอำนาจการดูแลเงินให้สถาบันการเงินไปโดยตรง

คาชิเนโรชี้ว่าเขาไม่ได้เชื่อว่า ‘ธนาคารจะหายไป’ แต่เชื่อว่าคนที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมดิจิทัลจะมองว่าการจ่ายเงิน การออม และบริการการเงินทั้งหมด ‘ควร’ อยู่บนออนไลน์ตั้งแต่ต้น เขายอมรับว่าคนรุ่นเขาอาจเป็น “รุ่นสุดท้ายที่ยังจำยุคก่อนอินเทอร์เน็ตได้” ซึ่งสะท้อนทิศทางการเปลี่ยนผ่านของระบบการเงินอย่างชัดเจน

สัญญาณจาก ‘สเตเบิลคอยน์’ กำลังยืนยันการเปลี่ยนพฤติกรรมทางการเงินของผู้ใช้มากขึ้น ข้อมูลจากตัวติดตามธุรกรรมสเตเบิลคอยน์ของวีซา(Visa) ระบุว่า ในรอบ 30 วันที่ผ่านมา มีธุรกรรมขนาดเล็กต่ำกว่า 200.5 ดอลลาร์สหรัฐมากถึง 132.4 ล้านรายการ รวมมูลค่าการซื้อขายแตะระดับ 6,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนการใช้งานในชีวิตประจำวันจริง ไม่ใช่เพียงธุรกรรมของนักเก็งกำไร

ในฝั่งสถาบันการเงินขนาดใหญ่ สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดคาดการณ์ว่า ปริมาณ ‘สเตเบิลคอยน์’ ที่หมุนเวียนในระบบจะพุ่งขึ้นถึงราว 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2,980 ล้านล้านบาทภายในปี 2028 เพิ่มขึ้นกว่า 7 เท่าจากปัจจุบัน ขณะเดียวกัน สัดส่วน ‘การชำระเงินแบบตัวกลาง (agent-based payment)’ ในอีคอมเมิร์ซก็ถูกประเมินว่าจะขยายจาก 1% ในปี 2025 ไปแตะ 12% ภายในปี 2029

อีกด้านหนึ่ง ธนาคารดิจิทัลหรือ ‘นีโอแบงก์’ ก็เติบโตแบบก้าวกระโดด โดยคิดเป็นสัดส่วนราว 40% ของบัญชีใหม่ทั่วโลก และรวบรวมฐานผู้ใช้ได้มากกว่า 1,400 ล้านคนแล้ว ซึ่งตอกย้ำว่าฐานลูกค้าใหม่คุ้นชินกับการเงินไร้สาขาและไม่มีสมุดบัญชีมากขึ้นเรื่อย ๆ

ในมุมมองเชิงโครงสร้าง นาวิน มัลเลลา ผู้บริหารฝ่ายระบบชำระเงินของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด มองว่าโครงสร้างการเงินทั่วโลกกำลังย้ายจากโลก ‘บัญชีเป็นศูนย์กลาง’ ไปสู่โลก ‘กระเป๋าเงินเป็นศูนย์กลาง’ เขาอธิบายว่าในอนาคต ผู้ใช้จะไม่จำเป็นต้องมีทั้งบัญชีเงินฝากและบัญชีหลักทรัพย์แยกออกจากกัน แต่จะบริหารจัดการทุกอย่างผ่าน ‘กระเป๋าเดียว’ ที่รวมทั้งเงินสด เงินฝากแบบโทเคน (tokenized deposits) สเตเบิลคอยน์ และสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ เอาไว้ด้วยกัน

ภายใต้โครงสร้างนี้ ‘ธนาคาร’ ไม่ได้หายไป แต่บทบาทจะถูกออกแบบใหม่ ทรัพย์สินในกระเป๋าดิจิทัลหนึ่งใบอาจมาจากหลายธนาคาร ขณะที่ธนาคารยังคงเป็นผู้ให้สภาพคล่องและโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินที่สำคัญอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่ ‘จุดสัมผัส’ ระหว่างผู้ใช้กับธนาคารจะไม่ใช่เคาน์เตอร์สาขาหรือแอปเฉพาะของแต่ละธนาคารเหมือนเดิม

มัลเลลามองว่า ‘สเตเบิลคอยน์’ จะโดดเด่นในด้านการชำระเงินรายย่อยและการโอนข้ามประเทศ ส่วน ‘เงินฝากแบบโทเคน’ มีแนวโน้มถูกใช้งานมากกว่าในธุรกรรมระหว่างสถาบัน เช่น ระหว่างธนาคารหรือสถาบันการเงินรายใหญ่ เขาย้ำว่าแม้สเตเบิลคอยน์จะโอนกันได้แบบ ‘เรียลไทม์ 24 ชั่วโมง’ บนบล็อกเชน แต่เมื่อต้องแปลงกลับเข้าสู่บัญชีธนาคารแบบเดิม ก็ยังมีโอกาสเกิดดีเลย์จากระบบชำระเงินภายในธนาคารอยู่ดี

บริษัทคริปโตรายใหญ่อย่างไบแนนซ์(Binance) ก็สัมผัสการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างใกล้ชิด ฌอนเย็ต ยาน ผู้บริหารด้านการซื้อขายของไบแนนซ์เผยว่าฐานผู้ใช้ในตลาดเกิดใหม่มีแนวโน้ม ‘อายุน้อยลงเรื่อย ๆ’ ซึ่งเป็นกลุ่มที่คุ้นเคยกับแอปพลิเคชันการเงินแบบดิจิทัลตั้งแต่แรก

ไบแนนซ์จึงเดินหน้าสร้างแพลตฟอร์มแบบ ‘ซูเปอร์แอป’ ที่รวมทั้งฟังก์ชันซื้อขายคริปโต การชำระเงิน บัตร และการจัดการสินทรัพย์เข้าไว้ในที่เดียว เป้าหมายคือให้ผู้ใช้ถือและใช้สินทรัพย์ทุกประเภทผ่านแพลตฟอร์มเดียว ไม่ต้องสลับระหว่างธนาคาร ฟินเทก และกระดานเทรดเหมือนที่ผ่านมา

ในภาพรวม ขอบเขตระหว่างธนาคาร ฟินเทก และบริษัทคริปโตกำลังถูกเบลออย่างรวดเร็ว ฝั่งธนาคารดั้งเดิมเริ่มเปิดให้บริการเกี่ยวกับคริปโตเคอร์เรนซี ขณะที่กระดานเทรดก็ออกบัตรชำระเงินและดันบริการเพย์เมนต์ของตัวเองมากขึ้น ยานสรุปภาพนี้ว่า “ทุกบริษัทต่างมองเห็น ‘คุณค่า’ ของการทำให้ผู้ใช้สามารถทำทุกอย่างผ่านแอปเดียว”

แม้กระแส ‘ไร้ธนาคาร’ จะมาแรง แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายรายยังเตือนว่ายังมีข้อจำกัดที่ต้องยอมรับ เอนีโก โนร์ ซีอีโอของบริษัทสเตเบิลคอยน์ สตาร์โวลูตชี้ว่า ในชีวิตจริง “ค่าเช่าบ้านและค่าสาธารณูปโภคส่วนใหญ่ยังต้องเดินผ่านระบบธนาคารแบบเดิม” ระบุชัดว่าระบบดั้งเดิมยังฝังรากอยู่ในโครงสร้างเศรษฐกิจ

ด้านโรฮัน มิสรา ซีอีโอของอมีนาแบงก์(Amina Bank) เน้นว่า ‘กระเป๋าเงินดิจิทัล’ ไม่เท่ากับ ‘บัญชีธนาคาร’ เสมอไป เพราะยังขาดกรอบกำกับดูแลและโครงสร้างพื้นฐานด้านกฎระเบียบที่เป็นทางการ เขายังเตือนถึงความเสี่ยงของการดูแลสินทรัพย์ด้วยตนเองหรือ ‘เซลฟ์คัสโตดี (self-custody)’ ว่าหาก ‘กุญแจส่วนตัว’ หลุดออกไป การกู้คืนทรัพย์สินอาจแทบเป็นไปไม่ได้ “ความคิดเห็น” ประเด็นนี้สะท้อนว่าการผลักดันให้ทุกคนถือกระเป๋าเองอาจไม่ใช่คำตอบเดียว โดยเฉพาะสำหรับผู้ใช้ทั่วไปที่ไม่ชำนาญเทคโนโลยี

ท่ามกลางกระแสดิจิทัล ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากมองตรงกันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ ‘จุดจบของธนาคาร’ แต่คือ ‘การเปลี่ยนรูปแบบการส่งมอบบริการทางการเงิน’ มากกว่า ธนาคารและบริษัทคริปโตกำลังขยับเข้าหากันจากคนละด้าน ฝั่งคริปโตเริ่มเพิ่มบริการบัญชีและบัตร ขณะที่ฝั่งธนาคารเริ่มทดลอง ‘การชำระเงินบนบล็อกเชน’ และ ‘สินทรัพย์โทเคนไนซ์’ เพื่อตอบโจทย์โลกใหม่

คาชิเนโรมองว่าจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับมวลชนอาจไม่ใช่ ‘เทคโนโลยีที่ซับซ้อน’ แต่เป็น “ประสบการณ์โอนเงินที่ง่ายและรวดเร็ว” เขาชี้ว่าสเตเบิลคอยน์ช่วยให้การจ่ายเงินเสร็จสิ้นได้ภายในไม่กี่นาที และทุกอย่าง ‘ตรวจสอบย้อนกลับได้’ บนบล็อกเชน

สำหรับคนรุ่นดิจิทัลเนทีฟ เขาเชื่อว่าสเตเบิลคอยน์จะกลายเป็น ‘สื่อกลางการแลกเปลี่ยนที่เป็นธรรมชาติ’ ในชีวิตประจำวัน เพราะสำหรับคนกลุ่มนี้ ‘อินเทอร์เน็ต’ ไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่อีกต่อไป แต่เป็น ‘สภาพแวดล้อมพื้นฐาน’ ที่ทุกอย่างในชีวิต รวมถึง ‘การเงิน’ ถูกออกแบบมาให้เกิดขึ้นบนนั้นตั้งแต่แรก

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1