เอสแอนด์พี ดาวโจนส์ อินดิเซส(S&P Dow Jones Indices) จับมือกองทุนคริปโตชื่อดัง แพนเทรา แคปิตอล(Pantera Capital) เปิดตัวดัชนี ‘ดิจิทัลแอสเซต’ ชุดใหม่ที่คัดเลือกเหรียญจาก ‘รายได้โปรโตคอล’ ของเครือข่ายบล็อกเชนเป็นหลัก แทนการมองแค่ราคาหรือมูลค่าตลาดเหมือนดัชนีแบบเดิม จุดสำคัญคือให้น้ำหนักกับเครือข่ายที่สร้างรายได้จริงมากกว่าเหรียญที่มีแต่การเก็งกำไร
เมื่อวันที่ 23 (เวลาท้องถิ่น) เอสแอนด์พี ดาวโจนส์ อินดิเซสระบุว่า ดัชนีใหม่นี้อ้างอิงจากดัชนี S&P Cryptocurrency Broad Digital Asset Index แล้วนำมา ‘กรองซ้ำ’ โดยจะคัดเฉพาะสินทรัพย์ดิจิทัลที่ผ่านทั้ง 3 เงื่อนไข คือ ‘รายได้โปรโตคอล’, มูลค่าตลาด และสภาพคล่อง จากนั้นจะจัดอันดับตามรายได้โปรโตคอลสะสมในช่วง 2 ไตรมาสล่าสุด แล้วคำนวณด้วยวิธี ‘มาร์เก็ตแคปถ่วงน้ำหนักแบบปรับแต่ง’ เพื่อไม่ให้เหรียญใดเหรียญหนึ่งครองน้ำหนักเกินไป โดยเหรียญที่ใหญ่ที่สุดในดัชนีถูกจำกัดน้ำหนักไว้ที่ 35% และเหรียญอื่นๆ โดยทั่วไปจะมีเพดานอยู่ที่ 20% พร้อมปรับองค์ประกอบและน้ำหนักดัชนีทุกไตรมาส
ดัชนีนี้ถูกออกแบบมาสำหรับ ‘นักลงทุนสถาบัน’ เป็นหลัก สามารถใช้เป็นดัชนีอ้างอิงของกองทุนรวม ETF หรือพอร์ตดิจิทัลแอสเซตแบบเชิงรุก S&P ระบุว่ากฎเกณฑ์ของดัชนีถูกออกแบบเพื่อแยกส่วน ‘กิจกรรมบล็อกเชนที่เกิดการใช้งานจริง’ ออกจาก ‘การเปิดรับแบบเก็งกำไร’ ให้ได้ชัดเจนขึ้น ‘ความคิดเห็น’ ดัชนีในลักษณะนี้สะท้อนแนวโน้มที่สถาบันเริ่มสนใจเมตริกเชิงปฏิบัติการของเครือข่าย เช่น รายได้ค่าธรรมเนียม มากกว่าดูราคาเพียงอย่างเดียว
รายชื่อเหรียญในดัชนีชุดแรกมีทั้งหมด 18 สินทรัพย์ ตามข้อมูลบล็อกของเอสแอนด์พี ดาวโจนส์ อินดิเซส เหรียญหลัก 5 อันดับแรกที่ถูกคัดเข้า ได้แก่ อีเธอเรียม(ETH), ไบแนนซ์คอยน์(BNB), โซลานา(SOL), ท론(TRX) และไฮเปอร์ลิควิด(Hyperliquid)(HYPE) ซึ่งถือเป็นโปรโตคอลที่มี ‘รายได้จากการใช้งานเครือข่าย’ สูง ขณะที่หากเทียบกับดัชนีคริปโตแบบกว้างชุดอื่น ‘บิตคอยน์(BTC)’ และ ‘ริปเปิล(XRP)’ กลับกลายเป็นสินทรัพย์หลักที่ ‘ไม่ถูกคัดเข้า’ ในดัชนีชุดนี้ สาเหตุเพราะวิธีออกแบบดัชนีใหม่จะให้น้ำหนักกับ ‘รายได้โปรโตคอล’ มากกว่าขนาดมาร์เก็ตแคปหรือชื่อเสียงของเหรียญ
การขยับตัวของเอสแอนด์พี ดาวโจนส์ อินดิเซสครั้งนี้อยู่ในภาพใหญ่ของการแข่งขันสร้าง ‘ดัชนีสินทรัพย์ดิจิทัล’ ที่กำลังถูกแบ่งย่อยและเฉพาะทางมากขึ้น ก่อนหน้านี้เมื่อเดือน 10 ปีเดียวกัน S&P เพิ่งเปิดตัว S&P Digital Markets 50 Index ที่รวม 15 สกุลเงินดิจิทัลกับหุ้นที่เกี่ยวข้องอีก 35 ตัวเข้าด้วยกัน เพื่อเป็นเบนช์มาร์กกว้างสำหรับตลาดคริปโตและหุ้นโครงสร้างพื้นฐาน
ฝั่งผู้เล่นรายอื่นในตลาด ดัชนีและกองทุนอิงดัชนีคริปโตก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แฮชเดกซ์(Hashdex) ได้เปิดตัวกองทุน ‘Nasdaq Crypto Index US ETF’ เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2025 กลายเป็นกองทุน ETF สินทรัพย์ดิจิทัลแบบหลายเหรียญ (multi-asset spot crypto ETF) รายแรกในสหรัฐฯ จากนั้นไม่ถึง 10 วัน ฟรังกลิน เทมเพิลตัน(Franklin Templeton) ก็เปิดตัว ‘Franklin Crypto Index ETF’ ตามมา
ในเดือน 4 ปีเดียวกัน มาร์เก็ตเวกเตอร์ 인덱스(MarketVector Indexes) จับมือโค인เบส แอสเซต แมเนจเมนท์(Coinbase Asset Management) เปิดตัวดัชนี ‘Coinbase Store of Value Index’ ที่ผูก ‘บิตคอยน์(BTC)’ เข้ากับ ‘ทองคำโทเค็นไรซ์’ สะท้อนแนวคิดการมองคริปโตบางส่วนเป็นสินทรัพย์รักษามูลค่าเคียงข้างทองคำ
แมตต์ โฮแกน(Matt Hougan) ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของบิตไวส์(Bitwise) เคยให้ความเห็นเมื่อเดือน 12 ปีเดียวกันว่า “ยิ่งตลาดคริปโตซับซ้อนมากขึ้นเท่าไร ‘ผลิตภัณฑ์แบบดัชนี’ ก็จะยิ่งมีบทบาทมากขึ้น” เพราะเมื่อคาดเดาได้ยากว่า ‘บล็อกเชนตัวไหนจะเป็นผู้ชนะระยะยาว’ การกระจายลงทุนผ่านดัชนีจึงกลายเป็นทางเลือกที่จับต้องได้สำหรับทั้งสถาบันและนักลงทุนรายย่อย
การเปิดตัวดัชนีโปรโตคอลรายได้ของเอสแอนด์พี–แพนเทราในครั้งนี้ จึงถูกมองว่าเป็นอีกก้าวของตลาดคริปโตที่กำลังขยับจาก ‘การไล่ราคาสินทรัพย์’ มาสู่การประเมิน ‘กิจกรรมเครือข่าย’ และ ‘ความสามารถในการสร้างรายได้’ ของโปรโตคอลอย่างจริงจัง หากตลาดยังเติบโตและสุกงอมต่อไป มีโอกาสสูงที่เกณฑ์อย่าง ‘เหรียญไหนมีคนใช้จริง’ และ ‘โปรโตคอลไหนทำเงินเท่าไร’ จะกลายเป็นมาตรฐานการคัดเลือกสินทรัพย์ดิจิทัลรอบใหม่ของฝั่งสถาบันและนักลงทุนระยะยาว
ความคิดเห็น 0