ชินยอง วาโคล(Shinyoung Wacoal, รหัสหุ้น 005800) บริษัทชุดชั้นในรายใหญ่ของเกาหลีใต้ เข้าซื้อบ้านเดี่ยวย่านนนฮยอน เขตคังนัม กรุงโซล ซึ่งเป็นของตระกูลผู้ก่อตั้ง ด้วยมูลค่ารวม 20,300 ล้านวอน แต่กลับไม่บันทึกธุรกรรมบางส่วนไว้ในรายงานประจำปีและหมายเหตุประกอบงบการเงิน ตามรายงานของสำนักข่าว Yonhap Infomax ด้านบริษัทชี้แจงว่าปัจจุบันใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเพียงโกดังชั่วคราว ไม่ใช่บ้านพักผู้บริหาร
Yonhap Infomax ตรวจสอบข้อมูลจากระบบเปิดเผยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ของสำนักงานกำกับดูแลทางการเงินเกาหลีใต้และเอกสารทะเบียนที่ดิน พบว่าชินยอง วาโคลซื้อบ้านหลังนี้ 2 ครั้ง ในเดือนตุลาคม 2022 และเมษายน 2023 โดยบ้านหลังดังกล่าวเป็นของ อี อุนอิล(Lee Un-il) ผู้ก่อตั้งบริษัทผู้ล่วงลับ ซึ่งซื้อไว้ตั้งแต่ปี 1981 และอาศัยอยู่จนกระทั่งเสียชีวิต
ธุรกรรมแบ่งเป็นสองงวดตามสัดส่วนการถือครอง งวดแรกเดือนตุลาคม 2022 บริษัทซื้อหุ้นส่วน 90% จากญาติของผู้ถือหุ้นใหญ่ ในราคา 17,800 ล้านวอน ก่อนจะซื้อส่วนที่เหลืออีก 10% จาก อี อึยพยอง(Lee Eui-pyeong) ประธานชินยอง วาโคล ในราคา 2,500 ล้านวอน เมื่อเดือนเมษายน 2023
ประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือการไม่เปิดเผยธุรกรรมงวดแรก มีรายงานว่าชินยอง วาโคลไม่ได้บันทึกการซื้อครั้งแรกมูลค่า 17,800 ล้านวอนไว้ในรายงานประจำปีปี 2022 และหมายเหตุประกอบงบการเงิน
ผู้ขายในธุรกรรมงวดแรกเป็นญาติสายเลือดของผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งเข้าข่าย 'บุคคลที่มีความเกี่ยวข้อง' ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยกฎหมายตลาดทุนของเกาหลีใต้ กฎหมายฉบับนี้กำหนดว่า หากผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นบุคคลธรรมดา คู่สมรสและญาติสายเลือดภายใน 6 ชั้น รวมถึงญาติทางการแต่งงานภายใน 4 ชั้น ถือเป็นบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องโดยไม่คำนึงว่าจะถือหุ้นอยู่หรือไม่
บริษัทชี้แจงต่อคำถามของ Yonhap Infomax ว่า "ญาติคนอื่นๆ ไม่มีความเกี่ยวข้องด้านหุ้นกับบริษัท จึงไม่ได้รับการตรวจสอบในระดับปฏิบัติงาน" คำอธิบายนี้สะท้อนว่าฝ่ายปฏิบัติงานของบริษัทมองข้ามสถานะบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องของคู่สัญญา เพียงเพราะไม่มีสัดส่วนหุ้นเกี่ยวโยงกันโดยตรง
อีกประเด็นหนึ่งที่ถูกตั้งคำถามคือเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลแบบทันที ระเบียบการเปิดเผยข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์เกาหลีกำหนดให้บริษัทต้องเปิดเผยข้อมูลภายในวันที่คณะกรรมการมีมติ หากเข้าซื้อสินทรัพย์ถาวรมูลค่าตั้งแต่ 5% ของสินทรัพย์รวมขึ้นไป
หากรวมมูลค่าธุรกรรมทั้งสองงวด ยอดซื้อรวมอยู่ที่ 20,300 ล้านวอน คิดเป็น 5.2% ของสินทรัพย์รวมของชินยอง วาโคล ณ สิ้นปี 2021 ซึ่งอยู่ที่ 388,700 ล้านวอน แต่หากพิจารณาแยกรายธุรกรรม งวดแรกมูลค่า 17,800 ล้านวอนคิดเป็นเพียง 4.6% และงวดที่สองก็ไม่ถึงเกณฑ์เช่นกันเมื่อพิจารณาเป็นรายการเดี่ยว
เจ้าหน้าที่ตลาดหลักทรัพย์เกาหลีให้ความเห็นว่า "หากเป็นชุดธุรกรรมต่อเนื่องกัน ก็ควรเข้าข่ายต้องเปิดเผยข้อมูล" พร้อมระบุว่า "หากพบเจตนาหลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูลหรือความจงใจ บริษัทอาจถูกกำหนดให้เป็นบริษัทที่เปิดเผยข้อมูลไม่สุจริต และถูกลงโทษได้" ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่าการซื้อทั้งสองครั้งถือเป็นการตัดสินใจเดียวกันตั้งแต่ต้นหรือไม่
กระบวนการอนุมัติของคณะกรรมการบริษัทก็เป็นอีกประเด็นที่ถูกจับตา มีรายงานว่า อี อึยพยองเข้าร่วมประชุมและออกเสียงเห็นชอบวาระการซื้ออสังหาริมทรัพย์ทั้งสองครั้ง ทั้งที่เป็นการซื้อทรัพย์สินของตระกูลตนเอง
กฎหมายพาณิชย์ของเกาหลีใต้จำกัดสิทธิการออกเสียงของกรรมการที่มีส่วนได้เสียในวาระนั้น ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายตลาดทุนรายหนึ่งให้ความเห็นว่า "การที่กรรมการผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงออกเสียงเห็นชอบด้วยตนเอง มีความเสี่ยงที่จะเข้าข่ายผิดกฎหมายพาณิชย์" และเสริมว่า "เนื่องจากมีการประเมินราคาทรัพย์สินโดยผู้เชี่ยวชาญแล้ว การพิสูจน์มูลค่าความเสียหายต่อบริษัทอาจทำได้ยาก แต่หากพบว่าตระกูลผู้บริหารใช้ทรัพย์สินที่ซื้อมาเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ผลการพิจารณาก็อาจเปลี่ยนไป"
ชินยอง วาโคลชี้แจงว่า เดิมทีบริษัทมีแผนรื้อถอนอาคารเก่าและก่อสร้างอาคาร 5 ชั้นขึ้นใหม่ เพื่อกระจายแหล่งรายได้จากการปล่อยเช่า แต่ปัจจุบันแบบก่อสร้างและความคุ้มค่าทางธุรกิจยังไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ ระหว่างพิจารณาทางเลือกอื่น เช่น การขายต่อ บริษัทจึงใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นโกดังเก็บของชั่วคราวไปก่อน
บริษัทยังปฏิเสธข้อสงสัยเรื่องการใช้ทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของตระกูลผู้บริหาร โดยระบุว่า "ไม่ได้จดทะเบียนเป็นบ้านพักผู้บริหาร และมีสภาพที่ไม่สามารถอยู่อาศัยได้"
กรมสรรพากรเกาหลีใต้เปิดเผยในเอกสารข่าวเมื่อวันที่ 25 ของเดือนก่อนหน้าว่า จากการตรวจสอบบ้านพักของนิติบุคคลที่มีราคาประเมินเกิน 900 ล้านวอนทั้งหมด 2,639 หลังทั่วประเทศ พบว่านอกจาก 1,157 หลังที่ใช้ปล่อยเช่า และ 385 หลังที่ใช้เป็นหอพักพนักงานหรือเพื่อการดำเนินธุรกิจแล้ว ยังมีอีก 1,097 หลังที่ตรวจพบว่าถูกใช้เป็นที่อยู่อาศัยหรือใช้ประโยชน์ส่วนตัวของตระกูลผู้บริหาร โดยกรมสรรพากรได้คัดเลือก 50 บริษัทที่มีพฤติการณ์หลีกเลี่ยงภาษีร้ายแรงเข้าสู่การตรวจสอบภาษีรอบแรก
กรณีนี้จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ตั้งคำถามว่า อสังหาริมทรัพย์ในนามนิติบุคคลถูกซื้อและใช้งานตรงตามวัตถุประสงค์ทางธุรกิจหรือไม่ รวมถึงกระบวนการเปิดเผยข้อมูลธุรกรรมกับบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องดำเนินไปอย่างครบถ้วนหรือไม่ แม้บริษัทจะยืนยันว่าไม่ใช่บ้านพักผู้บริหาร แต่ประเด็นความรับผิดชอบด้านการเปิดเผยข้อมูล ทั้งการแบ่งงวดซื้อและการไม่บันทึกในรายงานประจำปี ยังคงเป็นคำถามที่ต้องติดตามต่อไป
ความคิดเห็น 0