อัตราเงินเฟ้อรายปีของยูโรโซนในเดือนกันยายนเพิ่มขึ้นเป็น 3.8% โดยราคาพลังงานเพิ่มขึ้น 18.8% ฟิลิป เลน (Philip R. Lane) กรรมการบริหารธนาคารกลางยุโรป (ECB) ระบุว่า การตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยควรพิจารณาทั้งผลของราคาพลังงานต่อเงินเฟ้อที่ไม่รวมพลังงานและต่อเศรษฐกิจ
เลนกล่าวในสุนทรพจน์หลักในการประชุมนโยบายการเงินของ ECB ที่แฟรงก์เฟิร์ตเมื่อวันที่ 5 ตุลาคมว่า การตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยพิจารณาจากแนวโน้มเงินเฟ้อและความเสี่ยง แนวโน้มเงินเฟ้อพื้นฐาน และผลของนโยบายการเงินต่อเศรษฐกิจ สุนทรพจน์ดังกล่าวไม่ได้ประกาศแนวทางขึ้นหรือลดอัตราดอกเบี้ย
ข้อมูลเบื้องต้นที่ยูโรสแตต (Eurostat) เผยแพร่เมื่อวันที่ 2 ตุลาคมระบุว่า อัตราเงินเฟ้อรายปีของยูโรโซนในเดือนกันยายนอยู่ที่ 3.8% ราคาพลังงานเพิ่มขึ้น 18.8% ส่วนราคาที่ไม่รวมพลังงานเพิ่มขึ้น 2.3% เงินเฟ้อเดือนสิงหาคมของยูโรโซนก็ได้รับแรงขับเคลื่อนจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นเช่นกัน
เลนประเมินว่าแรงกระแทกด้านอุปทานพลังงานเป็นสาเหตุหลักของเงินเฟ้อในขณะนี้ การประเมินเงินเฟ้อระยะกลางต้องพิจารณาขนาดและระยะเวลาของแรงกระแทก รวมถึงระดับและความต่อเนื่องของการส่งผ่านราคาพลังงานไปยังราคาสินค้าและบริการที่ไม่รวมพลังงาน เขากล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อราคาที่ไม่รวมพลังงานยังอยู่ในระดับที่ถูกควบคุม ก็ยังไม่เห็นสัญญาณชัดเจนว่าแรงกดดันเงินเฟ้อระยะกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ข้อมูลแยกตามหมวดแสดงทิศทางที่แตกต่างกัน เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ของปี 2025 อัตราเงินเฟ้ออาหารในเดือนกันยายน 2026 ลดลงจาก 2.5% เหลือ 1.4% ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมที่ไม่รวมพลังงานเพิ่มจาก 0.5% เป็น 1.1% เงินเฟ้อภาคบริการลดจาก 3.4% เหลือ 3.2% ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานขยับขึ้นเล็กน้อยจาก 2.4% เป็น 2.5% เลนระบุว่าแรงกระแทกด้านพลังงานเป็นตัวขับเคลื่อนเงินเฟ้อในปีนี้ แต่ราคาที่ไม่รวมพลังงานไม่ได้ปรับขึ้นพร้อมกันทั้งหมด
ในการคาดการณ์เดือนกันยายน ECB ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อที่ไม่รวมพลังงานจะเพิ่มจาก 2.3% ในปี 2026 เป็น 2.6% ในปี 2027 ก่อนลดลงเหลือ 2.3% ในปี 2028 เลนกล่าวว่าแนวโน้มการเพิ่มขึ้นในปี 2027 สะท้อนการส่งผ่านผลกระทบจากราคาพลังงานที่ล่าช้า การเปลี่ยนแปลงราคาควบคุมและภาษีทางอ้อมในบางประเทศ รวมถึงราคาสินค้าอาหารที่เพิ่มขึ้นชั่วคราว ตัวเลขดังกล่าวเป็นการคาดการณ์ ไม่ใช่ข้อมูลยืนยัน
แรงกระแทกด้านพลังงานอาจทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น ขณะเดียวกันก็อาจลดกิจกรรมทางเศรษฐกิจและอุปสงค์ เลนอธิบายว่าต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอาจลดรายได้จริงของครัวเรือนและกำไรของธุรกิจ ความไม่แน่นอนอาจทำให้มีการออมมากขึ้นและเลื่อนการลงทุน ส่วนภาวะการเงินที่ตึงตัวขึ้นอาจทำให้การปล่อยสินเชื่อลดลง ช่องทางเหล่านี้อาจช่วยชดเชยแรงกดดันเงินเฟ้อระยะกลางได้บางส่วน จึงไม่ควรประเมินนโยบายจากผลโดยตรงของราคาพลังงานเพียงอย่างเดียว
ECB ติดตามตัวชี้วัดหลายรายการ รวมถึงภาวะการเงินและสินเชื่อ แทนการพึ่งตัวชี้วัดเงินเฟ้อพื้นฐานเพียงรายการเดียว เลนกล่าวว่าควรเปรียบเทียบสมมติฐานเรื่องความเร็วในการส่งผ่านราคาและภาวะการเงินที่ระบุในสถานการณ์จำลองที่เผยแพร่ไว้กับข้อมูลจริง นโยบายการคลัง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และภาวะการเงินก็เป็นปัจจัยที่อาจส่งผลต่อเงินเฟ้อและเศรษฐกิจเช่นกัน
ความคิดเห็น 0