มีกระแสความเห็นจากภาคธุรกิจว่า สินทรัพย์ดิจิทัลกำลังเข้าสู่ระบบการเงินโดยไม่ขึ้นกับว่าสภาคองเกรสสหรัฐฯ จะออกกฎหมายหรือไม่ ไมค์ เบลชี(Mike Belshe) ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของบิตโก(BitGo) กล่าวในงาน TOKEN2049 ที่สิงคโปร์ว่า สินทรัพย์ดิจิทัลกำลังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงิน “ไม่ว่าสภาคองเกรสสหรัฐฯ จะเดินหน้าหรือไม่ก็ตาม”
คริปโตบรีฟฟิง(Crypto Briefing) รายงานคำกล่าวของเบลชีจากคลิปสัมภาษณ์ของบลูมเบิร์ก โดยอ้างอิงถ้อยคำที่ได้ยินได้จากวิดีโอที่เผยแพร่
บิตโกยกการขยายธุรกิจในสิงคโปร์เป็นตัวอย่างของการที่สินทรัพย์ดิจิทัลเข้าสู่ระบบการเงิน บริษัทระบุว่าหลังจากบริษัทย่อยในสิงคโปร์ได้รับใบอนุญาตสถาบันการชำระเงินรายใหญ่(MPI) จากธนาคารกลางสิงคโปร์(MAS) ในเดือนสิงหาคม 2024 ฐานลูกค้าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเพิ่มขึ้น 3 เท่า และจำนวนพนักงานในสิงคโปร์เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า
บริษัทยังระบุด้วยว่า ปริมาณการซื้อขายในสิงคโปร์ของบิตโก ไพรม์เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าในครึ่งแรกของปี 2026 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทะเบียนของ MAS ระบุว่าบิตโก สิงคโปร์เป็นสถาบันการชำระเงินรายใหญ่ และขอบเขตใบอนุญาตครอบคลุมบริการโทเคนการชำระเงินดิจิทัล
ตัวเลขฐานลูกค้าและปริมาณการซื้อขายเป็นข้อมูลธุรกิจที่บริษัทเปิดเผย ตัวเลขเหล่านี้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะสรุปได้ว่าสินทรัพย์ดิจิทัลได้เข้าสู่กระแสหลักทั่วทั้งอุตสาหกรรมแล้ว
เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม บิตโกลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับแฮชคีย์ คลาวด์ ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานของแฮชคีย์ กรุ๊ปจากฮ่องกง บริษัทระบุว่าความร่วมมือครอบคลุมบริการสเตกกิง การซื้อขายสำหรับสถาบัน การดูแลสินทรัพย์ และการแปลงสินทรัพย์ในโลกจริง(RWA) เป็นโทเคน
แฮชคีย์ คลาวด์จะเข้าร่วมเป็นพันธมิตรผู้ตรวจสอบความถูกต้องของอีเธอเรียม(ETH) และโซลานา(SOL) บนแพลตฟอร์มของบิตโกเป็นลำดับแรก ความร่วมมือนี้เป็นตัวอย่างของการขยายธุรกิจที่เชื่อมบริการดูแลสินทรัพย์เข้ากับการซื้อขายสำหรับสถาบัน สเตกกิง และการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน
คำกล่าวครั้งนี้ของเบลชีสามารถพิจารณาควบคู่กับคำกล่าวก่อนหน้าที่ระบุถึงความจำเป็นในการผ่านกฎหมาย Clarity ครั้งนี้เขามองการออกกฎหมายกับการเข้าสู่ตลาดเป็นคนละกระแสกัน อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการของธุรกิจในสิงคโปร์ไม่ได้ยืนยันถึงความจำเป็นในการออกกฎหมายของสภาคองเกรสสหรัฐฯ หรือผลกระทบของกฎระเบียบต่อตลาด
ความคิดเห็น 0