สหรัฐกำลังเผชิญอีกก้าวสำคัญของนโยบายสินทรัพย์ดิจิทัล หลังสภาคองเกรสเริ่มขยับให้ ‘บิตคอยน์(BTC)’ เข้าใกล้สถานะ “สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์” ของประเทศอย่างเป็นทางการมากขึ้น โดยรายงานวิจัยของ เม็กซ์ซี เวนเชอร์ส ระบุว่า ร่างกฎหมาย ARMA หรือกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงทุนสำรองของสหรัฐให้ทันสมัย ซึ่งถูกเสนอเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม (เวลาท้องถิ่น) มีเป้าหมายให้รัฐบาลกลางรวบรวมบิตคอยน์(BTC) ที่ถือครองอยู่แล้ว รวมถึงบิตคอยน์(BTC) ที่อาจถูกยึดหรือริบได้ในอนาคต ไปบริหารจัดการภายใต้คลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของกระทรวงการคลังสหรัฐ พร้อมกำหนดหลักการสำคัญคือห้ามขายเป็นเวลา 20 ปีโดยทั่วไป
ความเคลื่อนไหวนี้ถูกมองว่าไม่ใช่แค่ประเด็นเชิงสัญลักษณ์ เพราะเป็นความพยายามยกระดับการพูดถึงทุนสำรอง ‘บิตคอยน์(BTC)’ จากระดับคำสั่งฝ่ายบริหาร ไปสู่กรอบกฎหมายที่มีผลผูกพันมากขึ้น ซึ่งอาจช่วยเพิ่มความต่อเนื่องของนโยบายในระยะยาว และทำให้ตลาดทั่วโลกจับตาทิศทางจากวอชิงตันอย่างใกล้ชิด
ตามข้อมูลจาก เม็กซ์ซี เวนเชอร์ส ร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกเสนอร่วมกันโดย นิค เบกิช และ จาเร็ด โกลเดน พร้อมลายเซ็นสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภารวม 17 คนจากทั้งสองพรรค ถือเป็นภาพที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยในบรรยากาศการเมืองสหรัฐที่แบ่งขั้วรุนแรง โดยหัวใจของร่างกฎหมายคือการสำรวจการถือครองบิตคอยน์(BTC) ของหน่วยงานรัฐบาลกลางทั้งหมด จากนั้นโอนเหรียญที่ได้จากการสืบสวน การยึดทรัพย์ และการริบทรัพย์เข้าสู่กระทรวงการคลัง เพื่อบริหารแบบรวมศูนย์ในชื่อทุนสำรองบิตคอยน์ของรัฐบาลกลาง
หากเทียบกับแนวทางเดิมของรัฐบาลสหรัฐ ความเปลี่ยนแปลงนี้ถือว่าชัดเจนมาก ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หน่วยงานรัฐบาลมักนำบิตคอยน์(BTC) ที่ได้จากคดีอาชญากรรม เช่น การค้ายา การแฮ็ก การฉ้อโกง และการฟอกเงิน ออกประมูลหรือขายในตลาดเปิดเป็นระยะ ส่งผลให้ตลาดกังวลเสมอว่ารัฐอาจกลายเป็นผู้ขายรายใหญ่โดยไม่คาดคิด ในหลายครั้ง เพียงแค่มีความเคลื่อนไหวของกระเป๋าเงินที่เชื่อมโยงกับรัฐบาล ก็เพียงพอจะกดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้แล้ว เม็กซ์ซี เวนเชอร์ส มองว่า ARMA คือความพยายามปรับโครงสร้างแนวคิดนี้ใหม่อย่างจริงจัง
หนึ่งในประเด็นที่ตลาดให้ความสนใจมากที่สุดคือข้อกำหนด ‘ห้ามขาย 20 ปี’ โดยบิตคอยน์(BTC) ที่ถูกจัดเข้าเป็นทุนสำรองจะไม่สามารถนำออกขายเพื่อการบริหารงบประมาณทั่วไปหรือเพื่อรับมือกับภาวะตลาดได้ ยกเว้นกรณีพิเศษที่เกี่ยวข้องกับการชำระหนี้ของประเทศเท่านั้น มุมนี้ทำให้หลายฝ่ายมองว่าอุปทานที่อาจถูกเทขายโดยรัฐบาลจะถูกกันออกจากตลาดในระยะยาว และอาจช่วยลดความไม่แน่นอนด้านซัพพลายลงได้พอสมควร
ในเชิงนโยบาย ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าสหรัฐอาจเริ่มมอง ‘บิตคอยน์(BTC)’ คล้ายกับสินทรัพย์สำรองระยะยาวอย่างทองคำ มากกว่าจะมองเป็นเพียงทรัพย์สินที่ยึดได้จากคดีหรือสินทรัพย์เก็งกำไรเท่านั้น นี่จึงเป็นสัญญาณเชิงสถาบันที่มีนัยสำคัญต่อทั้งตลาดคริปโตและประเทศอื่นที่กำลังประเมินบทบาทของสินทรัพย์ดิจิทัลในระบบการเงินของตน
สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทอื่น ร่างกฎหมายไม่ได้จัดให้อยู่ในกรอบเดียวกับบิตคอยน์(BTC) โดยตรง รายงานระบุว่าเหรียญอย่าง อีเธอเรียม(ETH) และคริปโตอื่นๆ จะถูกแยกบริหารภายใต้หมวด “สินทรัพย์ดิจิทัลเชิงยุทธศาสตร์” ต่างหาก ไม่ได้ถูกนำไปรวมในทุนสำรองบิตคอยน์โดยอัตโนมัติ รายละเอียดนี้สะท้อนว่าฝ่ายนิติบัญญัติของสหรัฐกำลังให้สถานะพิเศษกับบิตคอยน์(BTC) มากกว่าสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทอื่น
อีกจุดที่น่าสนใจคือร่างกฎหมายยังระบุชัดว่า รัฐบาลกลางจะไม่สามารถจำกัดสิทธิการ ‘ถือครองด้วยตนเอง’ ของประชาชนได้ หรือพูดง่ายๆ คือสิทธิในการเก็บสินทรัพย์ไว้ในกระเป๋าเงินส่วนตัวจะได้รับการคุ้มครองในระดับกฎหมายกลางด้วย มาตรานี้อาจช่วยลดความกังวลของผู้ใช้งานคริปโตที่เกรงว่ารัฐจะเข้ามาควบคุมการถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลส่วนบุคคลเข้มงวดขึ้นในอนาคต
ด้านความโปร่งใส ร่าง ARMA วางกลไกกำกับดูแลไว้ค่อนข้างเข้ม โดยกำหนดให้มีรายงานสถานะทุนสำรองทุกไตรมาส มีการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีอิสระจากภายนอกเป็นประจำ และเปิดทางให้สภาคองเกรสใช้อำนาจกำกับดูแลต่อเนื่องได้ เมื่อเทียบกับมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลของการบริหารสินทรัพย์รัฐโดยทั่วไป ถือว่าเป็นโครงสร้างที่เน้นการตรวจสอบได้มากพอสมควร
“ความคิดเห็น” ในตลาดมองว่า หากกลไกเหล่านี้ถูกบังคับใช้จริง ก็อาจกลายเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นนำไปอ้างอิงได้ในอนาคต โดยเฉพาะประเทศที่กำลังชั่งน้ำหนักว่าจะถือครองคริปโตในระดับรัฐอย่างไรให้มีทั้งเสถียรภาพ ความโปร่งใส และการกำกับดูแลที่เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม เส้นทางของร่างกฎหมายยังอีกยาว เพราะ ARMA เพิ่งอยู่ในขั้นเริ่มต้น และยังต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ การลงมติในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา รวมถึงการลงนามของประธานาธิบดี กระบวนการแบบนี้ในสหรัฐอาจใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปี และเนื้อหาก็มีโอกาสถูกแก้ไขได้ระหว่างทาง
อีกทั้งในช่วงเดียวกัน สภาคองเกรสยังมีร่างกฎหมายเกี่ยวกับโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลอีกหลายฉบับที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ทำให้ ARMA ต้องแข่งขันด้านลำดับความสำคัญด้วยเช่นกัน ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยอาจตั้งคำถามว่า การนำ ‘บิตคอยน์(BTC)’ มาเป็นทุนสำรองของชาติเป็นแนวคิดที่เหมาะสมหรือไม่ และการล็อกไม่ให้ขายนานถึง 20 ปี อาจลดความยืดหยุ่นในการบริหารการคลังของรัฐบาลหรือเปล่า
ถึงอย่างนั้น นัยสำคัญของร่างกฎหมายนี้ยังชัดเจน เพราะมันแสดงให้เห็นว่ามุมมองต่อ ‘บิตคอยน์(BTC)’ ในสหรัฐกำลังเปลี่ยนจากสินทรัพย์เสี่ยงหรือทรัพย์สินที่ยึดจากคดี ไปสู่สินทรัพย์ยุทธศาสตร์ที่รัฐอาจถือระยะยาวได้อย่างจริงจัง และเมื่อประเด็นนี้ถูกผลักเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติระดับประเทศ ก็ยิ่งเพิ่มน้ำหนักทางนโยบายมากขึ้น
ในภาพใหญ่ การขยับของสหรัฐอาจกลายเป็นตัวอย่างสำคัญให้รัฐบาลและหน่วยงานการคลังทั่วโลกใช้พิจารณาว่าจะจัดวาง ‘บิตคอยน์(BTC)’ และสินทรัพย์ดิจิทัลไว้ในกรอบใดต่อไป แม้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าร่าง ARMA จะผ่านเป็นกฎหมายหรือไม่ แต่เพียงการยื่นร่างครั้งนี้ก็เพียงพอให้สถานะเชิงสถาบันของบิตคอยน์(BTC) สูงขึ้นอีกระดับ
ท้ายที่สุด ตลาดกำลังรอดูว่า ARMA จะเป็นเพียงสัญญาณทางการเมือง หรือจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนของระบบทุนสำรองสหรัฐจริงๆ หากร่างกฎหมายเดินหน้าต่อได้ ความเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจเป็นหมุดหมายสำคัญของนโยบาย ‘บิตคอยน์(BTC)’ ในระดับรัฐ และอาจกำหนดทิศทางของสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลกในช่วงหลายปีข้างหน้าได้ไม่น้อย
ความคิดเห็น 0