‘สเตเบิลคอยน์’ที่อิงสกุลเงินอื่นนอกจากดอลลาร์ แม้จะเติบโตเร็วในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แต่กลับเสียส่วนแบ่งตลาดลง ส่งสัญญาณชัดว่า ‘ดอลลาร์’ยังคงครองความเป็นใหญ่บนบล็อกเชน และยิ่งตอกย้ำ ‘ดอลลาร์แพ็กฮอน’ ในโลกออนเชนมากกว่าระบบการเงินดั้งเดิมเสียด้วยซ้ำ
ตามข้อมูลจาก ‘Artemis’ สเตเบิลคอยน์ที่อิงสกุลเงินนอกเหนือจากดอลลาร์ เช่น ยูโร, ดอลลาร์แคนาดา, เงินเยนญี่ปุ่น, ดอลลาร์สิงคโปร์ มีมูลค่ารวมเพิ่มจากราว 261 ล้านดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคม 2021 มาอยู่ที่ประมาณ 771 ล้านดอลลาร์ในเดือนเมษายน 2026 เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าในเวลาไม่กี่ปี สะท้อนว่าความต้องการใช้งานสินทรัพย์กลุ่มนี้ ‘เติบโตจริง’ ทั้งในเชิงจำนวนและมูลค่า
อย่างไรก็ตาม ส่วนแบ่งตลาดของสเตเบิลคอยน์กลุ่มนี้กลับถดถอย จากเดิมที่เคยอยู่ราว 0.26% ลดลงเหลือเพียงประมาณ 0.24% ในช่วงเวลาเดียวกัน หมายความว่า สเตเบิลคอยน์ที่อิง ‘ดอลลาร์สหรัฐ’ ยังคงกวาดส่วนแบ่งตลาดถึง 99.76% และครองสถานะผูกขาดเชิงโครงสร้างอย่างแทบไร้คู่แข่ง
ในฝั่งการเงินดั้งเดิม ภาพกลับตรงกันข้ามเล็กน้อย อิทธิพลของดอลลาร์มีแนวโน้มค่อยๆ ลดลง เมื่อเทียบกับอดีต แม้ปัจจุบันดอลลาร์จะยังเป็นสกุลเงินหลักในตลาดโลก โดยมีสัดส่วนราว 89% ในการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยน, 61% ในการออกหนี้สกุลเงินต่างประเทศ และ 57% ในฐานะเงินสำรองระหว่างประเทศ แต่ตัวเลขเหล่านี้ค่อยๆ ขยับลงอย่างช้าๆ ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา สะท้อนการกระจายตัวของสกุลเงินอื่นในระบบการเงินโลก
ทว่าบนบล็อกเชนหรือ ‘ตลาดออนเชน’ กลับไม่ได้เดินตามเทรนด์เดียวกับโลกการเงินดั้งเดิม ตรงกันข้าม ‘โครงสร้างศูนย์กลางดอลลาร์’ กลับแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ปัจจัยสำคัญมาจาก ‘อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ’ ที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้สเตเบิลคอยน์ดอลลาร์ไม่ได้เป็นเพียงโทเคนที่ผูกกับ ‘ดอลลาร์’ ในเชิงค่าเงินเท่านั้น แต่ยังมี ‘พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุสั้น’ ที่มีทั้งสภาพคล่องสูงและอัตราผลตอบแทนที่น่าสนใจคอยหนุนหลังอยู่ด้วย
เมื่อดอกเบี้ยปรับตัวขึ้น ผู้ออกสเตเบิลคอยน์ที่ถือตราสารเหล่านี้เป็นสินทรัพย์สำรองยิ่งทำกำไรจากการบริหารเงินสำรองได้มากขึ้น กำไรส่วนนี้ถูกนำกลับไปลงทุนต่อในการขยายเครือข่าย พันธมิตร และสภาพคล่องในตลาด ทำให้ ‘อำนาจผูกขาด’ ของสเตเบิลคอยน์ดอลลาร์ยิ่งแน่นแฟ้น เป็นวงจรที่ทั้งสร้างรายได้และยึดพื้นที่ตลาดไปพร้อมกัน
‘เอฟเฟ็กต์พันธบัตรสหรัฐ’ นี้ถูกสะท้อนชัดเจนในข้อมูลออนเชน ปัจจุบันมูลค่ารวมของ ‘พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ถูกโทเคนไนซ์’ อยู่ที่ราว 15.4 พันล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลจาก ‘RWA.xyz’ และจัดเป็นหมวดสินทรัพย์จริง (RWA) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดบนบล็อกเชน ณ ตอนนี้
ในทางกลับกัน พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยประเทศอื่นๆ เมื่อนำมาโทเคนไนซ์ มีมูลค่ารวมเพียงประมาณ 1.4 พันล้านดอลลาร์เท่านั้น คิดแบบหยาบๆ ตลาดพันธบัตรสหรัฐบนออนเชนจึงใหญ่กว่าพันธบัตรประเทศอื่นรวมกันถึงราว 11 เท่า ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ผู้ออกสเตเบิลคอยน์ดอลลาร์มี ‘ตลาดสินทรัพย์ค้ำประกัน’ ที่ทั้งลึกและสภาพคล่องสูงให้ใช้งาน ในขณะที่สเตเบิลคอยน์สกุลอื่นขาดฐานรองรับประเภทเดียวกัน
สุดท้าย ในด้านคุณสมบัติสำคัญของสเตเบิลคอยน์ ได้แก่ ‘ความน่าเชื่อถือของสินทรัพย์ค้ำประกัน’ และ ‘สภาพคล่องที่สามารถไถ่ถอนได้ทันที’ ระบบที่อิงดอลลาร์จึงครอง ‘ความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง’ เหนือสกุลเงินอื่นอย่างชัดเจน
‘สภาพคล่อง’ ยังถูกยกให้เป็นคำอธิบายสำคัญของช่องว่างนี้ด้วย ‘ความคิดเห็น’ จากจอห์น เทอร์เนอร์(John Turner) หัวหน้าฝ่ายสเตเบิลคอยน์ระดับโลกของ ‘คอยน์เบส’ เขากล่าวในงาน ‘Consensus Hong Kong’ ที่จัดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ว่า จุดต่างระหว่างสเตเบิลคอยน์ดอลลาร์กับสเตเบิลคอยน์สกุลอื่น อยู่ที่โครงสร้างสภาพคล่องตั้งแต่วันแรก
เทอร์เนอร์อธิบายว่า ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของตลาด “เงินทุนและการซื้อขายถูกดึงดูดไปยังที่ที่มีสภาพคล่องมากที่สุด จากนั้นปริมาณการซื้อขายก็สร้างกรณีใช้งานใหม่ๆ และกรณีใช้งานเหล่านั้นก็ช่วยดึงสภาพคล่องกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง” หรือกล่าวได้ว่า เป็น ‘โครงสร้างฟลายวีล’ ที่หมุนครบวงจรไปแล้ว สภาพคล่อง → ปริมาณซื้อขาย → การใช้งาน → สภาพคล่องเพิ่มขึ้น ขณะที่สเตเบิลคอยน์สกุลอื่นยังไม่สามารถสร้างวงจรความเชื่อมั่นและการใช้งานแบบนี้ขึ้นมาได้
ลึกไปกว่านั้น ยังมีข้อจำกัดจาก ‘ตัวสกุลเงินกฎหมาย’ เองเข้ามาเกี่ยวข้อง ตามข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) ทั่วโลกมีสกุลเงินราว 180 สกุล แต่มีเพียงไม่กี่สกุลที่มี ‘สภาพคล่องระดับโลก’ ในตลาดฟอเร็กซ์อย่างแท้จริง ได้แก่ ดอลลาร์, ยูโร, เยน, ปอนด์, ฟรังก์สวิส, ดอลลาร์แคนาดา, ดอลลาร์ออสเตรเลีย และเงินหยวน ส่วนใหญ่ของสกุลเงินที่เหลือถูกออกแบบมาให้ใช้งานเป็นหลักภายในประเทศตัวเอง หรือเป็น ‘สกุลเงินออนชอร์’
หลายประเทศ เช่น เกาหลีใต้หรือไต้หวัน ยังจำกัดเสรีภาพในการซื้อขายเงินสกุลท้องถิ่นในต่างประเทศอย่างเข้มงวดอีกด้วย เมื่อสเตเบิลคอยน์ต้องอิงความสามารถในการขยายตัวของสกุลเงินต้นทางโดยตรง หากสกุลเงินนั้นไม่มีฐานผู้ใช้และสภาพคล่องในระดับนานาชาติ ก็ยากอย่างยิ่งที่จะดันให้สเตเบิลคอยน์ที่อิงสกุลนั้นเติบโตเป็น ‘สเตเบิลคอยน์ระดับโลก’ ได้
ด้วยเหตุนี้ สกุลเงินที่มีศักยภาพจะเติบโตเป็น ‘สเตเบิลคอยน์ระดับสากล’ จึงเหลือเพียงไม่กี่ตัวเลือก เช่น ยูโร หรือเยน ในขณะที่สกุลเงินส่วนใหญ่ยังถูกจำกัดให้เติบโตในกรอบภูมิภาคหรือภายในประเทศเป็นหลัก
ท้ายที่สุด ภาพรวมตลาดวันนี้ชี้ชัดว่า สเตเบิลคอยน์ที่อิงสกุลเงินอื่นนอกจากดอลลาร์ แม้จะขยายตัวในเชิงปริมาณ แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างตลาดได้จริง ปัจจัยทั้งด้าน ‘ดอกเบี้ย’, ‘สินทรัพย์ค้ำประกัน’, ‘สภาพคล่อง’ และ ‘ความแข็งแกร่งของตัวสกุลเงิน’ ต่างเทไปอยู่ฝั่งดอลลาร์อย่างต่อเนื่อง ทำให้ระบบที่อิงดอลลาร์ยิ่งแข็งแรงขึ้นบนบล็อกเชน
‘ความคิดเห็น’ มุมวิเคราะห์จากนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญจำนวนไม่น้อยจึงเริ่มเห็นพ้องกันว่า หากจะเห็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่โครงสร้างแบบ ‘脱ดอลลาร์’ หรือโลกคริปโตที่ไม่ยึดดอลลาร์เป็นศูนย์กลาง ยังต้องใช้เวลาอีกมาก และอาจต้องรอทั้งการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายการเงินโลก รวมถึงการพัฒนาตลาดสินทรัพย์จริงบนออนเชนของประเทศอื่นให้ลึกพอจะแข่งขันกับสหรัฐได้เสียก่อน
ความคิดเห็น 0