อนาคต 5 ปีข้างหน้าของตลาดคริปโตอาจไม่ได้ถูกตัดสินด้วยเซกเตอร์เดียว แต่ขึ้นอยู่กับการผสานกันของ ‘สเตเบิลคอยน์’, สินทรัพย์ในโลกจริงหรือ ‘RWA’, ‘AI’, เทคโนโลยีด้านความเป็นส่วนตัว และโครงสร้างกำกับดูแล จนกลายเป็น ‘ระบบการเงินบนบล็อกเชน’ มากกว่า ตามรายงานวิจัยของ เอ็กซิลิสต์(Exilist) ที่เผยแพร่หลังงาน WebX 2026 ในญี่ปุ่น บรรดาผู้เล่นในอุตสาหกรรมอาจมองว่ากลุ่มธุรกิจดาวรุ่งต่างกัน แต่มีจุดร่วมชัดเจนว่า หากญี่ปุ่นต้องการดึงเม็ดเงินสถาบันเข้าสู่ตลาดจริง ต้องมีทั้งกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน ระบบรับฝากสินทรัพย์ การชำระราคาและส่งมอบ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ขับเคลื่อนด้วย ‘สเตเบิลคอยน์’ ให้พร้อมก่อน
รายงานดังกล่าวอ้างอิงบทสัมภาษณ์ผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องในงาน WebX 2026 ที่จัดขึ้นในญี่ปุ่นเดือนกรกฎาคม 2026 โดยมีผู้ให้ข้อมูลจาก Startale Group, BitGo, บิตฟลายเออร์ และ SBI VC Trade ซึ่งแต่ละฝ่ายตอบต่างกันเมื่อถูกถามว่า ภายใน 5 ปีข้างหน้า เซกเตอร์ใดของคริปโตจะเติบโตที่สุด แม้คำตอบจะหลากหลาย แต่ภาพปลายทางกลับคล้ายกัน นั่นคือระบบที่เงินสด สินทรัพย์การลงทุน ธุรกรรม หลักประกัน กฎระเบียบ และระบบอัตโนมัติ ถูกเชื่อมเข้าด้วยกันในสภาพแวดล้อมแบบออนเชน
Abel ผู้ดูแลธุรกิจเอเชียของ BitGo มองว่าแรงขับเคลื่อนสำคัญจะมาจากโทเคนหุ้นและ ‘สเตเบิลคอยน์’ โดยเขาระบุว่า สเตเบิลคอยน์กำลังหลุดจากบทบาทเดิมที่เป็นเพียงเครื่องมือชำระเงินภายในแพลตฟอร์มซื้อขาย และเริ่มถูกมองเป็นสินทรัพย์ที่แก้ปัญหาในโลกจริงได้ มุมมองนี้สะท้อนว่าในระยะต่อไป ‘สเตเบิลคอยน์’ อาจขยายบทบาทสู่การชำระราคา การบริหารเงินสดองค์กร และการโอนเงินข้ามพรมแดน
ฝั่ง Mengqi จากบิตฟลายเออร์ซึ่งดูแลลูกค้าสถาบัน ให้ความสำคัญกับ ‘RWA’ และ ‘AI’ โดยมองว่าตลาดหุ้นแบบดั้งเดิมยังติดข้อจำกัดของเวลาซื้อขาย ทำให้ RWA สามารถเข้ามาปลดล็อกด้านการเข้าถึงและช่วงเวลาในการทำธุรกรรมได้ ขณะที่ Tatsu จาก Startale Group มองว่า ตลาดคาดการณ์และเทคโนโลยีความเป็นส่วนตัวน่าจับตา ส่วน Mio Yonenaga จาก SBI VC Trade กลับเชื่อว่า ตัวแปรสำคัญที่สุดไม่ใช่ประเภทสินทรัพย์ แต่คือ ‘กฎระเบียบ’ และ ‘คอมพลายแอนซ์’ ที่จะชี้ชะตาการเติบโตของตลาด
แม้บนผิวหน้าจะดูเหมือนมีหลายธีมแข่งขันกัน ไม่ว่าจะเป็น ‘สเตเบิลคอยน์’, ‘RWA’, ‘AI’, ความเป็นส่วนตัว หรือ prediction market แต่ เอ็กซิลิสต์(Exilist) มองว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่กระแสแยกขาด หากเป็นชิ้นส่วนของระบบการเงินเดียวกัน ‘สเตเบิลคอยน์’ ทำหน้าที่เป็นเงินสดบนเชน ส่วน RWA และหุ้นโทเคนคือสินทรัพย์ที่นำขึ้นมาซื้อขาย ขณะที่ดีไฟและตลาดอนุพันธ์ช่วยเชื่อมสินทรัพย์เหล่านี้เข้ากับสภาพคล่องและหลักประกัน ด้าน ‘AI’ ช่วยงานจัดการพอร์ตและความเสี่ยง ส่วนระบบความเป็นส่วนตัวและคอมพลายแอนซ์คือเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้นักลงทุนสถาบันกล้าเข้ามาใช้งาน
ในทางปฏิบัติ ธุรกิจที่พัฒนาไปไกลที่สุดในงาน WebX 2026 คือ ‘สเตเบิลคอยน์’ โดยเฉพาะในญี่ปุ่นที่กำลังทดลองใช้สเตเบิลคอยน์อิงเงินเยนทั้งในฝั่งการชำระเงินสำหรับผู้บริโภคและการชำระธุรกรรมระหว่างธุรกิจ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ตามเวลาท้องถิ่น SBI VC Trade ได้เปิดตัวบริการปล่อยกู้ที่ใช้สเตเบิลคอยน์เยนแบบทรัสต์ JPYSC และเริ่มรับคำขอใช้งานตั้งแต่วันที่ 16 บริษัทนี้ยังถือใบอนุญาตผู้ให้บริการซื้อขายเครื่องมือชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเปิดทางให้สามารถให้บริการหมุนเวียนและซื้อขายสเตเบิลคอยน์แก่ลูกค้าทั่วไปในญี่ปุ่นได้
Yonenaga ชี้ว่า ผู้บริโภคญี่ปุ่นคุ้นเคยกับระบบแต้มสะสมและบัตร IC สำหรับเดินทางอยู่แล้ว พฤติกรรมแบบนี้เอื้อต่อการนำ ‘สเตเบิลคอยน์’ ไปใช้จริงโดยไม่จำเป็นต้องทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่ากำลังใช้งานเทคโนโลยีบล็อกเชนโดยตรง หากผู้ใช้ไม่ต้องเรียนรู้เรื่องที่ซับซ้อนอย่าง address หรือ gas fee และสามารถใช้งานได้เหมือนแอปจ่ายเงินทั่วไป โอกาสในการเข้าถึงคนหมู่มากก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
โครงการ JPYSC ที่ Startale และ SBI ร่วมกันผลักดันก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่การออกเหรียญเท่านั้น แต่ยังวางการใช้งานเริ่มต้นไว้ที่การโอนเงินระหว่างประเทศและการชำระแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างบุคคล หรือ P2P FX Settlement แนวทางนี้สะท้อนว่าเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันมูลค่าตลาดกับ เทเธอร์(USDT) หรือ USD Coin(USDC) ของเซอร์เคิล แต่เป็นการสร้างรางชำระเงินที่เชื่อมตลาดการเงินญี่ปุ่นเข้ากับตลาดออนเชนทั่วโลกมากกว่า ด้วยเหตุนี้ ‘สเตเบิลคอยน์’ เงินเยนอาจกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมการไหลของเงินทุนในเอเชีย การบัญชีของบริษัทญี่ปุ่น และการชำระราคาสินทรัพย์การเงินบนเชน
ประเด็นนี้ยังเชื่อมกับสิ่งที่ BitGo ให้ความสำคัญ คือระบบรับฝากสินทรัพย์ การซื้อขาย การบริหารหลักประกันแบบสามฝ่าย และโครงสร้างพื้นฐานการออกเหรียญ เพราะสำหรับนักลงทุนสถาบัน การมีเพียงโทเคนอยู่บนเชนยังไม่เพียงพอ ต้องมีทั้งการดูแลสินทรัพย์หนุนหลัง โครงสร้างการไถ่ถอน มาตรการป้องกันการฟอกเงิน และระบบจัดการความเสี่ยงคู่สัญญาให้ครบถ้วน กล่าวอีกแบบคือ ความสามารถในการแข่งขันของ ‘สเตเบิลคอยน์’ อาจไม่ได้วัดด้วยมาร์เก็ตแคปเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้ออก ใครเป็นผู้รับฝาก และมีสถาบันการเงินใดเข้าร่วมในกระบวนการชำระราคาจริง
อีกแกนสำคัญของระบบการเงินออนเชนคือ ‘RWA’ และหุ้นโทเคน ในญี่ปุ่น ภาพจำของ RWA ยังผูกอยู่กับอสังหาริมทรัพย์และกองรีทเป็นหลัก แต่ในตลาดโลก หุ้นโทเคนกำลังขยายบทบาทอย่างรวดเร็ว ข้อมูลจาก RWA.xyz ณ วันที่ 21 กรกฎาคม 2026 ระบุว่า มูลค่าการออกหุ้นโทเคนแบบกระจายศูนย์อยู่ที่ราว 1.86 พันล้านดอลลาร์ ปริมาณการโอนต่อเดือนแตะประมาณ 8 พันล้านดอลลาร์ และมีผู้ถือครองราว 670,000 ราย ขณะที่ Ondo กลายเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มเด่นด้วยมูลค่าหุ้นโทเคนที่ออกแล้วราว 850 ล้านดอลลาร์
แม้ตัวเลขดังกล่าวยังห่างไกลจากตลาดหุ้นดั้งเดิม แต่หลายฝ่ายมองว่าจุดแข็งเชิงโครงสร้างเริ่มชัดขึ้น หุ้นโทเคนช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าถึงราคาหุ้นบางตัวได้โดยไม่ต้องเปิดบัญชีหลักทรัพย์ในประเทศนั้น และยังเพิ่มโอกาสซื้อขายนอกเวลาทำการปกติ อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่แค่การซื้อขายได้ 24 ชั่วโมง แต่คือประสิทธิภาพด้านสภาพคล่องและการใช้หลักประกัน
Ian De Bode ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Ondo Finance กล่าวในเซสชันของ WebX ว่า มูลค่าที่แท้จริงของหุ้นโทเคนอยู่ที่ ‘ประสิทธิภาพของเงินทุน’ มากกว่าแค่ ‘เวลาเทรดที่ยาวขึ้น’ ปัจจุบันตลาด perpetual futures บนออนเชนมักใช้ ‘สเตเบิลคอยน์’ เป็นหลักประกันหลัก ตัวอย่างเช่น แม้ผู้ดูแลสภาพคล่องจะซื้อหุ้น เทสลา(TSLA) จริงไว้นอกเชนเพื่อเฮดจ์ความเสี่ยง แต่แพลตฟอร์มออนเชนไม่สามารถตรวจสอบการถือครองนั้นได้ จึงยังเรียกหลักประกันเพิ่มอยู่ดี ส่งผลให้ประสิทธิภาพการใช้เงินทุนของกองทุนหรือ market maker บางรายอาจลดลงเหลือเพียง 30% ถึง 50%
แต่หากหุ้น เทสลา(TSLA) ในรูปแบบโทเคนสามารถนำมาใช้เป็นหลักประกันภายในแพลตฟอร์มได้โดยตรง สถานการณ์ก็จะเปลี่ยนไป เพราะระบบสามารถมองเห็นทั้งสถานะ short และสินทรัพย์ spot ที่ใช้หักล้างกันได้พร้อมกัน ทำให้ผู้ดูแลสภาพคล่องต้องวางหลักประกันส่วนเกินน้อยลง และสามารถใส่สภาพคล่องเข้าไปในตลาดได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นี่จึงทำให้หุ้นโทเคนไม่ใช่แค่สินทรัพย์สำหรับซื้อขาย แต่ยังมีโอกาสพัฒนาเป็นหลักประกันเงินกู้ มาร์จิ้นของอนุพันธ์ และเครื่องมือบริหารพอร์ตได้ด้วย
Startale และ SBI ก็กำลังพัฒนาเลเยอร์ 1 ชื่อ Strium เพื่อรองรับแนวโน้มนี้ โดยตั้งเป้าให้เป็นเครือข่ายสำหรับซื้อขายและชำระราคาทั้ง spot และอนุพันธ์ของหุ้นโทเคนและผลิตภัณฑ์การเงินที่เชื่อมกับ ‘RWA’ ตลอด 24 ชั่วโมง อีกจุดที่น่าสนใจคือแผนรองรับ JPYSC เป็นสินทรัพย์เนทีฟ ซึ่งตีความได้ว่า ญี่ปุ่นกำลังพยายามวาง ‘สเตเบิลคอยน์’ เงินเยนและสินทรัพย์การเงินโทเคนจากเอเชียและสหรัฐไว้ในสภาพแวดล้อมเดียวกัน
ด้าน ‘AI’ ก็เป็นอีกธีมที่ได้รับความสนใจในงาน แต่บทบาทของมันไม่ได้อยู่ที่การสร้าง narrative ใหม่ให้โทเคนเท่าไรนัก กลับเน้นไปที่การเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของสถาบันการเงินเดิมมากกว่า Mengqi ระบุว่า ปัจจุบันทีมงานใช้ AI อย่างกว้างขวางกับงานที่ทำซ้ำ เช่น การจัดทำเอกสารและสรุปข้อมูล ซึ่งสามารถช่วยลดต้นทุนในงานตรวจสอบลูกค้า การจัดทำรายงาน การตรวจจับธุรกรรมผิดปกติ และการรวบรวมข้อมูลได้ โดยเฉพาะในญี่ปุ่นที่ภาระด้านกฎระเบียบของบริษัทการเงินค่อนข้างสูง
ในระยะถัดไป บทบาทของ ‘AI’ อาจขยับสู่การบริหารสินทรัพย์แบบอัตโนมัติ หาก AI agent ต้องวิเคราะห์ข้อมูลตลาด ปรับสัดส่วนพอร์ต และบริหารสถานะตามการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าหลักประกัน สินทรัพย์เหล่านั้นก็จำเป็นต้องอยู่ในรูปแบบที่เครื่องจักรอ่านและเคลื่อนย้ายได้สะดวก จุดนี้ทำให้ ‘สเตเบิลคอยน์’, สินทรัพย์โทเคน และตลาดการเงินออนเชน เชื่อมกับ AI อย่างเป็นธรรมชาติ เพราะโทเคนทำให้สินทรัพย์ทางการเงินกลายเป็นสิ่งที่ตั้งโปรแกรมได้ ส่วน AI ทำหน้าที่บริหารจัดการสิ่งนั้นด้วยความเร็วสูง
อย่างไรก็ตาม ผู้ให้ข้อมูลหลายรายมองตรงกันว่า AI ไม่ควรถูกปล่อยให้มีอำนาจเต็มโดยไม่มีกรอบควบคุม ระบบต้องมีทั้งเพดานการลงทุน กระบวนการอนุมัติ กฎหยุดการซื้อขาย การกำหนดความรับผิดชอบ และบันทึกการดำเนินงานที่ตรวจสอบย้อนหลังได้ ความเห็นนี้สะท้อนว่า ‘AI’ ไม่ใช่เทคโนโลยีที่เข้ามาลบกฎระเบียบ แต่กลับต้องการระบบควบคุมที่ละเอียดขึ้นด้วยซ้ำ
เมื่อเม็ดเงินสถาบันเพิ่มขึ้น ความสำคัญของเทคโนโลยีความเป็นส่วนตัวก็ยิ่งสูงขึ้น แม้บล็อกเชนสาธารณะจะมีจุดเด่นด้านความโปร่งใส แต่ในมุมของบริษัทและสถาบันการเงิน การเปิดเผยคู่ธุรกรรม ช่วงเวลาการโอน จำนวนเงิน และการถือครองสินทรัพย์ต่อสาธารณะทั้งหมด อาจเป็นภาระมากเกินไป โดยเฉพาะองค์กรที่มีหน้าที่ต้องปกป้องข้อมูลลูกค้า
ด้วยเหตุนี้ โครงสร้างการเงินออนเชนสำหรับสถาบันอาจมุ่งไปที่โมเดล ‘เปิดเผยแบบเลือกได้’ มากกว่าการปกปิดทั้งหมด กล่าวคือ คู่ธุรกรรมที่ได้รับอนุญาตและหน่วยงานกำกับต้องสามารถตรวจสอบข้อมูลในขอบเขตที่จำเป็นได้ ขณะเดียวกันบุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องไม่ควรเข้าถึงรายละเอียดเกินจำเป็น ในงาน WebX บริษัท Datachain ก็ได้นำเสนอ KuraPrivacy ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านความเป็นส่วนตัวสำหรับออนเชน ควบคู่กับกระเป๋า Web3 สำหรับองค์กร พร้อมชี้ว่าการผลักดัน ‘สเตเบิลคอยน์’ และเงินฝากโทเคนสู่การใช้งานจริง ต้องอาศัยทั้งนโยบาย ตลาด และเทคโนโลยีเดินไปพร้อมกัน
อีกหัวข้อที่ถูกพูดถึงคือ prediction market แม้ในญี่ปุ่นโอกาสขยายตัวยังถูกจำกัดจากเส้นแบ่งด้านกฎหมายระหว่างการพนันกับผลิตภัณฑ์การเงิน แต่ในระดับโลก ตลาดลักษณะนี้ถูกมองว่ามีประโยชน์ในการสะท้อนเหตุการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมออกมาเป็นราคาแบบเรียลไทม์ แนวคิดนี้สอดคล้องกับตลาดหุ้นแบบ perpetual บนออนเชนที่ยังส่งสัญญาณราคาได้แม้ในช่วงสุดสัปดาห์หรือหลังเวลาทำการ เพราะข้อมูลใหม่ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง แม้ตลาดการเงินเดิมจะปิดอยู่
ท้ายที่สุด ตัวแปรที่สำคัญที่สุดสำหรับญี่ปุ่นอาจไม่ใช่การเลือกว่าจะหนุน ‘สเตเบิลคอยน์’ หรือ ‘RWA’ แต่คือ ‘กฎระเบียบ’ เอง บริบทของ WebX 2026 เกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านเชิงนโยบายของญี่ปุ่น ในพิธีเปิดงาน ซานาเอะ ทาคาอิจิ กล่าวถึงความคืบหน้าของการประยุกต์ใช้ Web3 ในสังคม และยังมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานด้านการคลัง การเงิน อุตสาหกรรม และดิจิทัลเข้าร่วมจำนวนมาก ภาพนี้สะท้อนว่ารัฐบาลญี่ปุ่นเริ่มมองสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเศรษฐกิจและการเงิน ไม่ใช่แค่การทดลองเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป
เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ตามเวลาท้องถิ่น หนึ่งวันหลังงานเปิด ญี่ปุ่นยังผ่านร่างแก้ไขกฎหมายที่จะนำคริปโตเข้าสู่กรอบกำกับดูแลภายใต้กฎหมายเครื่องมือทางการเงินและการแลกเปลี่ยน เนื้อหาสำคัญคือการย้ายคริปโตออกจากกรอบเดิมที่เน้นการเป็นเครื่องมือชำระเงิน ไปสู่กรอบที่ใกล้เคียงผลิตภัณฑ์การลงทุนมากขึ้น พร้อมเพิ่มข้อกำหนดด้านการเปิดเผยข้อมูล การห้ามใช้ข้อมูลวงใน และบทลงโทษต่อการดำเนินธุรกิจโดยไม่มีใบอนุญาต นอกจากนี้ ยังวางพื้นฐานให้ระบบภาษีขยับจากอัตราก้าวหน้าสูงสุดราว 55% ไปสู่โครงสร้างแยกเก็บราว 20% แม้การลดภาษีจริงอาจเกิดขึ้นได้ในปี 2028
Yonenaga มองว่าการเปลี่ยนแปลงนี้อาจช่วยเพิ่มสภาพคล่องในตลาดและทำให้นักลงทุนซื้อขายได้คล่องตัวขึ้น แม้ต้นทุนฝั่งผู้ประกอบการจะเพิ่มจากภาระคอมพลายแอนซ์ แต่สำหรับสถาบันแล้ว กรอบที่ชัดเจนกลับทำให้ตัดสินใจเข้าตลาดได้ง่ายขึ้น เพราะไม่มีใครอยากนำเงินก้อนใหญ่มาลงในตลาดที่ยังไม่แน่ชัดเรื่องการจัดประเภทสินทรัพย์ วิธีการรับฝาก ภาษี หรือการบันทึกผลขาดทุนทางบัญชี
Abel จาก BitGo ยังกล่าวว่า ขณะนี้ในญี่ปุ่นมีการทำ proof of concept หรือ POC ระหว่างบริษัทคริปโตกับสถาบันการเงินแบบดั้งเดิมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้นั่นจะหมายความว่าการใช้งานเชิงพาณิชย์ยังไม่เต็มรูปแบบ แต่ก็สะท้อนด้วยว่าองค์กรเริ่มจัดสรรงบประมาณและบุคลากรลงมาทำงานจริงแล้ว โมเดลการนำคริปโตไปใช้ของญี่ปุ่นอาจช้ากว่าบางประเทศ แต่หากตัดสินใจเดินหน้าแล้ว ก็มีโอกาสขยายผ่านเครือข่ายการเงินเดิมได้ในขนาดใหญ่
แม้อยู่ในภาวะตลาดซบเซา บริษัทจำนวนไม่น้อยก็ยังเลือกลงทุนสร้างระบบรองรับนักลงทุนสถาบันแทนที่จะลดขนาดธุรกิจ บิตฟลายเออร์ โฮลดิงส์ ประกาศบริการ prime brokerage สำหรับนักลงทุนสถาบันและองค์กรในชื่อ bitFlyer Prime โดยตั้งเป้าเปิดตัวในปี 2027 พร้อมให้บริการ OTC, คัสโตดี และระบบสนับสนุนการกำกับควบคุม ขณะที่ BitGo ก็ขยายจากธุรกิจกระเป๋าและคัสโตดีไปสู่การซื้อขาย สเตกกิง การจัดการหลักประกันแบบสามฝ่าย การออก ‘สเตเบิลคอยน์’ และทางเชื่อมสู่ดีไฟ
ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า หากเม็ดเงินสถาบันไหลเข้ามาจริง ตลาดจะไม่สามารถพึ่งพาเพียงเว็บเทรดได้อีกต่อไป แต่ต้องมีทั้งระบบรับฝากสินทรัพย์ ผู้ดูแลสภาพคล่อง โต๊ะ OTC และระบบจัดการหลักประกันรวมถึงการชำระบัญชีมารองรับ แม้ในช่วงตลาดกระทิง โครงสร้างเหล่านี้อาจไม่ค่อยได้รับความสนใจมากนัก แต่ในความเป็นจริง มันคือ ‘โครงสร้างพื้นฐานที่มองไม่เห็น’ ซึ่งเป็นตัวกำหนดความสามารถในการรองรับเงินทุนของตลาด
ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นมักถูกมองว่าเป็นตลาดที่ช้าและอนุรักษ์นิยม มีข้อจำกัดเรื่องจำนวนสินทรัพย์ที่จดทะเบียนได้ อัตราภาษีสูง และกฎเข้มงวดจนบางโครงการระดับโลกไม่รีบเข้าไปทำตลาด แต่ตอนนี้กฎเดิมกำลังเปลี่ยนบทบาท จากอุปสรรคกลายเป็นเครื่องมือจัดระเบียบตลาด ญี่ปุ่นกำลังดึงคริปโตเข้าสู่กรอบกำกับดูแลแบบเดียวกับการเงินดั้งเดิม ปรับภาษีให้ใกล้เคียงสินทรัพย์ลงทุนทั่วไป และเปิดทางให้ธนาคารกับแพลตฟอร์มซื้อขายสร้างระบบ ‘สเตเบิลคอยน์’ และคัสโตดีภายใต้กฎหมาย
Mengqi ระบุว่า แม้หลายคนจะมองว่าญี่ปุ่นขยับช้า แต่เมื่อประเทศตัดสินใจผลักดันแล้ว โครงการจำนวนมากมักเกิดขึ้นจริง บรรยากาศในงาน WebX 2026 ก็สะท้อนภาพนั้นอย่างชัดเจน เพราะมีโครงการจำนวนมากที่อยู่ในช่วงสร้าง ไม่ใช่แค่แนวคิดบนกระดาษ ยังมี ‘สเตเบิลคอยน์’ เงินเยนที่ใช้งานข้ามเชนได้ไม่สมบูรณ์ และบริการหลายอย่างสำหรับสถาบันที่ต้องใช้เวลาอีกพอสมควร แต่การที่มีทีมงาน มีผู้ได้รับใบอนุญาตออกผลิตภัณฑ์ และมี POC ระหว่างบริษัทการเงินกับบริษัทคริปโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าตลาดญี่ปุ่นกำลังขยับจากขั้นทดลองไปสู่ขั้นลงมือทำ
บทวิเคราะห์ของ เอ็กซิลิสต์(Exilist) จึงให้น้ำหนักกับข้อสรุปว่า ผู้ชนะในอีก 5 ปีข้างหน้าอาจไม่ได้เป็นโทเคนเดี่ยวหรือธีมเดี่ยว ‘สเตเบิลคอยน์’ เก่งเรื่องการชำระเงินและชำระราคา แต่มีข้อจำกัดด้านการสร้างสินทรัพย์ลงทุน ขณะที่ ‘RWA’ และหุ้นโทเคนช่วยเพิ่มสินทรัพย์เข้าสู่ระบบ แต่ก็ยังต้องพึ่งเงินที่มีเสถียรภาพและสภาพคล่อง ด้าน ‘AI’ ช่วยให้งานบริหารเป็นอัตโนมัติได้ แต่ยังต้องอาศัยข้อมูลที่เชื่อถือได้และกรอบกำกับดูแลที่เข้มพอ ส่วนเทคโนโลยีความเป็นส่วนตัวก็จำเป็นต่อการดึงสถาบันเข้ามา ทว่าต้องไม่ลดทอนความสามารถในการตรวจสอบ
กล่าวอีกมุม ‘สเตเบิลคอยน์’, ‘RWA’, ‘AI’, ความเป็นส่วนตัว และกฎระเบียบ ไม่ได้เป็นแค่คู่แข่งกันเอง แต่ยังพึ่งพากันอย่างแยกไม่ออก ดังนั้นสมรภูมิสำคัญในอนาคตจึงอาจไม่ใช่เรื่องว่าเหรียญไหนมาแรงที่สุด แต่เป็นเรื่องว่าใครจะครองจุดเชื่อมระหว่างการชำระเงิน การรับฝาก หลักประกัน การซื้อขาย การยืนยันตัวตน และการกำกับดูแลได้มากที่สุด
"ความคิดเห็น" ญี่ปุ่นอาจไม่ใช่ตลาดที่สร้างกระแสใหม่ได้เร็วที่สุด แต่สิ่งที่ WebX 2026 แสดงให้เห็นคือประเทศนี้กำลังเลือกเส้นทางที่ต่างออกไป คือค่อย ๆ วางเทคโนโลยีคริปโตให้ล็อกเข้ากับระบบการเงินเดิมอย่างเป็นทางการ และถ้าทิศทางนี้เดินต่อได้จริง ตัวชี้วัดสำคัญของรอบขาขึ้นครั้งหน้าอาจไม่ใช่ว่าธีมไหนถูกพูดถึงมากที่สุด แต่อยู่ที่ว่ามีสถาบันการเงินกี่แห่งเปิดบริการจริง และมีสินทรัพย์กับสภาพคล่องไหลขึ้นสู่โครงสร้างพื้นฐานออนเชนมากเพียงใด ซึ่งนั่นอาจเป็นจุดที่ ‘สเตเบิลคอยน์’ และระบบการเงินบนบล็อกเชน ตัดสินผู้ชนะตัวจริงของตลาดคริปโตยุคถัดไป
ความคิดเห็น 0