Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

ไคโกชี้ตลาดเว็บเทรดคริปโตเข้าสู่ยุครวมศูนย์ หลัง บิตเม็กซ์, บิตดอทคอม และ บิตมาร์ท ปิดตัว

การปิดตัวต่อเนื่องของ บิตเม็กซ์, บิตดอทคอม และ บิตมาร์ท กำลังสะท้อนว่าอุตสาหกรรม ‘เว็บเทรดคริปโต’ ได้เข้าสู่ช่วงปรับโครงสร้างอย่างจริงจังแล้ว โดยรายงานล่าสุดของ ไคโก รีเสิร์ช(Kaiko Research) ระบุว่า ปริมาณการซื้อขายที่ชะลอลง รายได้ที่อ่อนแอ สภาพคล่องที่ตึงตัว และต้นทุนดำเนินงานที่สูงขึ้น กำลังกดดันแพลตฟอร์มขนาดกลางและเล็กอย่างต่อเนื่อง แม้ผลกระทบระยะสั้นต่อทั้งตลาดอาจยังจำกัด แต่ในระยะยาวภาพของตลาดมีแนวโน้มชัดขึ้นว่า ‘เว็บเทรดคริปโต’ จะค่อยๆ ถูกรวมศูนย์ไปสู่ผู้เล่นรายใหญ่ไม่กี่ราย

เมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) ตามรายงานของ TokenPost ที่อ้างอิงบทวิเคราะห์จาก ไคโก รีเสิร์ช โทมัส พร็อบสต์(Thomas Probst) มองว่าแรงกดดันครั้งนี้ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะราย แต่เป็นภาระเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรม ทั้งในด้านรายได้ ค่าดำเนินการ และการแข่งขันด้านสภาพคล่อง

หัวใจของการเปลี่ยนแปลงอยู่ที่กิจกรรมการซื้อขายคริปโตที่ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด เว็บเทรดที่เคยขยายตัวรวดเร็วในช่วงตลาดกระทิง ตอนนี้ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ต่างออกไป ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ปริมาณการซื้อขายโดยรวมลดลงต่อเนื่อง ขณะที่จังหวะการไหลของคำสั่งซื้อขายรายวันก็อ่อนแรงลงเช่นกัน ที่สำคัญ ช่วงที่ปริมาณซื้อขายพุ่งขึ้นกลับมักเกิดในจังหวะที่แรงขายนำตลาดมากกว่าแรงซื้อ สะท้อนภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ความผันผวนสูง และแรงกระแทกต่อเนื่องในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล

ไคโก รีเสิร์ช ชี้เป็นพิเศษว่า ความไม่แน่นอนเรื่องดอกเบี้ยในเดือนมกราคม 2025 และประเด็นการเทขาย บิตคอยน์(BTC) ขนาดใหญ่ในเวลาต่อมา ได้เพิ่มแรงกดดันให้ตลาดโดยรวม นอกจากนี้ เหตุการณ์ร่วงแรงเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2025 ยังถูกยกเป็นตัวอย่างว่าภาวะตึงเครียดสามารถทำให้สภาพคล่องหายไปอย่างรวดเร็วเพียงใด สำหรับ ‘เว็บเทรดคริปโต’ ปัญหาคือแม้ปริมาณการซื้อขายจะลดลง แต่ต้นทุนด้านระบบเทคโนโลยี ความปลอดภัย การปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ และการหาลูกค้าใหม่ ยังเป็นค่าใช้จ่ายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

อีกปัจจัยสำคัญคืออุตสาหกรรมนี้ยังมีผู้เล่นกระจายตัวมากเกินไป เมื่อมีแพลตฟอร์มนับร้อยทั่วโลกแข่งขันกันบนฐานผู้ใช้และปริมาณซื้อขายที่จำกัด ผู้ประกอบการที่มีขนาดใหญ่กว่าย่อมได้เปรียบตามหลักเศรษฐกิจต่อขนาด เมื่อปริมาณซื้อขายลดลง แพลตฟอร์มขนาดกลางและเล็กจะถูกบีบพร้อมกันทั้งด้านการดึงสภาพคล่องและการรักษาความสามารถในการแข่งขันของผลิตภัณฑ์ สุดท้ายจึงอาจต้องลดขนาดกิจการ ควบรวม หรือปิดตัวลง

ในอีกด้าน เว็บเทรดรายใหญ่กำลังดูดซับสภาพคล่องได้เร็วขึ้นจากผลของเครือข่ายผู้ใช้งาน ยิ่งมีสมุดคำสั่งซื้อขายหนา มีผลิตภัณฑ์หลากหลาย และมีบริการเสริมอย่างสเตกกิง คัสโตดี หรือบริการสำหรับสถาบัน ก็ยิ่งดึงทั้งนักลงทุนและมาร์เก็ตเมกเกอร์เข้ามาได้ง่ายขึ้น กรณีของ คอยน์เบส ที่ขยายจากตลาดสปอตไปสู่บริการสถาบันและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ ETF เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของแนวโน้มนี้

ตรงกันข้าม แพลตฟอร์มขนาดเล็กยังต้องแบกรับต้นทุนคงที่จำนวนมาก แม้รายได้จากค่าธรรมเนียมจะลดลง โดยเฉพาะในช่วงตลาดซบเซา ซึ่งเป็นจุดที่กระทบความสามารถในการทำกำไรอย่างรุนแรง ข้อมูลของ ไคโก รีเสิร์ช ระบุว่า จากเว็บเทรด 44 แห่งในอันดับของบริษัท แพลตฟอร์ม 6 อันดับแรกครองสัดส่วนปริมาณซื้อขายมากกว่า 60% ของคู่เทรดทั้งหมด ขณะที่ ไบแนนซ์ เพียงรายเดียวมีส่วนแบ่งราว 37% ส่วนเว็บเทรดอีก 38 แห่งรวมกันคิดเป็นเพียงประมาณ 40% ตัวเลขนี้ชี้ว่าตลาดไม่ได้อยู่แค่ช่วงเริ่มต้นของการรวมตัวอีกต่อไป แต่กำลังก้าวเข้าสู่ระยะของความกระจุกตัวอย่างชัดเจน

แน่นอนว่า การกระจุกตัวของสภาพคล่องไม่ได้มีแต่ด้านลบเสมอไป หากสภาพคล่องไม่กระจายมากเกินไป สมุดคำสั่งซื้อขายจะหนาขึ้น การตั้งราคาซื้อขายจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสเปรดระหว่างแพลตฟอร์มก็อาจแคบลง สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยบวกต่อผู้เล่นสถาบันด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาเว็บเทรดไม่กี่รายมากเกินไป ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงเชิงระบบหากเกิดเหตุขัดข้องทางเทคนิคหรือเผชิญแรงกดดันจากหน่วยงานกำกับดูแล

สำหรับกรณีของ บิตเม็กซ์ โดยตรง รายงานมองว่าผลกระทบต่อทั้งตลาดยังมีจำกัดมาก ในตลาดสปอต ส่วนแบ่งของ บิตเม็กซ์ อยู่ในระดับต่ำมาก โดยคิดเป็นเพียงราว 0.0009% ของปริมาณซื้อขายที่ติดตามได้ในเดือนมกราคม และเพิ่มเป็นประมาณ 0.0018% ณ สิ้นเดือนกรกฎาคมเท่านั้น ดังนั้น การหายไปของแพลตฟอร์มนี้จึงไม่น่าจะสั่นคลอนโครงสร้างการกำหนดราคาของคู่เทรดหลักอย่าง บิตคอยน์(BTC) หรือทำให้สภาพคล่องโดยรวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

หากดูในมิติของความลึกของสมุดคำสั่ง บิตคอยน์(BTC) ที่ระดับ 1% ก็ยิ่งเห็นชัดว่าอิทธิพลของ บิตเม็กซ์ จำกัดอยู่มาก เมื่อเทียบกับเว็บเทรดหลักอย่าง คราเคน, ไบแนนซ์, คอยน์เบส, เจมินี และ บูลลิช ซึ่งล้วนมีความลึกของตลาดสูงกว่าอย่างมาก นั่นหมายความว่า บิตเม็กซ์ ไม่ได้เป็นแหล่งสภาพคล่องหลักของตลาดในปัจจุบันแล้ว

อย่างไรก็ดี ในตลาดอนุพันธ์ บิตเม็กซ์ ยังมีความหมายเชิงสัญลักษณ์อยู่พอสมควร เพราะในอดีตแพลตฟอร์มนี้มีบทบาทสำคัญต่อวัฒนธรรมการเทรดเลเวอเรจและการเติบโตของตลาดอนุพันธ์คริปโต แต่แม้จะมีชื่อเสียงในอดีต ปริมาณซื้อขายในส่วนนี้ก็ลดลงชัดเจนก่อนประกาศปิดตัวอยู่แล้ว กรณีนี้จึงตอกย้ำว่าแบรนด์เก่าแก่เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอจะรับประกันการอยู่รอดในอุตสาหกรรม ‘เว็บเทรดคริปโต’ สิ่งที่สำคัญกว่าคือสภาพคล่อง ฐานผู้ใช้ และความสามารถในการแข่งขันของผลิตภัณฑ์ในปัจจุบัน

ไคโก รีเสิร์ช ยังเปรียบเทียบภาพนี้กับการปรับโครงสร้างของอุตสาหกรรมนีโอแบงก์ ในช่วงทศวรรษ 2010 ฟินเทคและธนาคารดิจิทัลจำนวนมากเติบโตอย่างรวดเร็วจากสภาพแวดล้อมดอกเบี้ยต่ำและความต้องการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล แต่เมื่อเวลาผ่านไป ต้นทุนหาลูกค้ากลับสูงขึ้น กฎเกณฑ์เข้มงวดขึ้น และคำถามเรื่องความสามารถในการทำกำไรก็กลายเป็นประเด็นหลัก ตัวอย่างจากออสเตรเลียและยุโรปชี้ว่า หลังช่วงขยายตัวรวดเร็ว ตลาดมักลงเอยด้วยการเหลือผู้เล่นที่มีโมเดลธุรกิจยั่งยืนจริงๆ

มุมมองนี้อาจเกิดขึ้นกับ ‘เว็บเทรดคริปโต’ เช่นกัน ในช่วงขาขึ้น แพลตฟอร์มหลายแห่งสามารถเติบโตพร้อมกันได้จากผู้ใช้ใหม่และปริมาณซื้อขายที่เพิ่มขึ้น แต่เมื่อวงจรตลาดเปลี่ยน ขนาดกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญ ‘ความน่าเชื่อถือ’ กลายเป็นจุดขายหลัก และสภาพคล่องก็ไหลไปรวมที่ผู้เล่นรายใหญ่ไม่กี่ราย ผู้ใช้งานเองก็มักเอนเอียงไปหาแพลตฟอร์มที่เป็นที่รู้จักมากกว่า หรือมีจุดยืนด้านกฎระเบียบที่ชัดเจนกว่า

การเข้าซื้อกิจการ บิตสแตมป์ ของ โรบินฮูด ก็เป็นอีกตัวอย่างที่สะท้อนแนวโน้มนี้ได้ดี เพราะไม่ใช่แค่การขยายธุรกิจธรรมดา แต่ยังบ่งชี้ว่าตลาดกำลังเคลื่อนจากยุคของการทดลองและการแข่งขันแบบกระจัดกระจาย ไปสู่ยุคของ ‘การเลือกและการรวมศูนย์’ มากขึ้น แม้ช่วงเริ่มต้นของนวัตกรรมจะเปิดทางให้ผู้เล่นจำนวนมากทดลองโมเดลใหม่ๆ ได้ แต่ในระยะยาว การกระจายตัวมากเกินไปอาจทำให้สภาพคล่องแตกเป็นเสี่ยง เพิ่มความซับซ้อนด้านกำกับดูแล และสร้างความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ

ท้ายที่สุด การปิดตัวของ บิตเม็กซ์, บิตดอทคอม และ บิตมาร์ท จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงความล้มเหลวเฉพาะราย แต่เป็นสัญญาณว่าอุตสาหกรรม ‘เว็บเทรดคริปโต’ กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงสุกงอมมากขึ้น ยุคที่ผู้เล่นจำนวนมากอยู่ร่วมกันได้ด้วยแรงหนุนจากการเติบโตของตลาดเพียงอย่างเดียว อาจกำลังจบลง และกำลังถูกแทนที่ด้วยยุคที่เหลือเฉพาะแพลตฟอร์มที่มีรายได้หลากหลาย สภาพคล่องมั่นคง โครงสร้างพื้นฐานแข็งแรง และพร้อมรับมือกับกฎเกณฑ์

ความคิดเห็น ในสภาพแวดล้อมที่ปริมาณซื้อขายยังไม่ฟื้นเต็มที่และการแข่งขันด้านสภาพคล่องรุนแรงขึ้น เว็บเทรดที่ไม่มีขนาดใหญ่พอหรือไม่มีจุดเด่นชัดเจนอาจเผชิญแรงกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่การรวมตัวของผู้เล่นรายใหญ่แม้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพตลาด แต่ก็ทำให้ประเด็นเรื่องการพึ่งพาแพลตฟอร์มขนาดใหญ่กลายเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยท้ายที่สุดแล้ว อนาคตของ ‘เว็บเทรดคริปโต’ มีแนวโน้มจะถูกกำหนดโดยผู้เล่นไม่กี่รายที่พิสูจน์ได้ทั้งขนาด ความน่าเชื่อถือ ความสามารถในการปรับตัว และความสามารถในการทำกำไรจริงๆ

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความหลัก

เฟดคงดอกเบี้ย แต่วอร์ชย้ำ ‘ตลาดไม่ได้พัก’ หลังยีลด์สหรัฐขึ้นราว 20bp

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1