ชางเผิง เจ้า(Changpeng Zhao) ผู้ร่วมก่อตั้งไบแนนซ์(Binance) แสดงความเห็นว่าในเชิงสถิติ การฝากสินทรัพย์ดิจิทัลไว้กับตลาดซื้อขายอาจดูปลอดภัยกว่าการเก็บรักษาด้วยตนเองหรือ 'เซลฟ์คัสโตดี' (self-custody) เนื่องจากกรณีกระเป๋าส่วนตัวสูญหายหรืออุบัติเหตุจากการเก็บเองมักไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ ทำให้ความเสี่ยงเหล่านี้ไม่ถูกสะท้อนในสถิติอย่างครบถ้วน
ชางเผิง เจ้า กล่าวเมื่อวันที่ 4 (เวลาท้องถิ่น) ว่า 'ในทางสถิติ การฝากไว้กับตลาดซื้อขายอาจปลอดภัยกว่าการเก็บเองด้วยซ้ำ' ตามรายงานของ Foresight News โดยเขาอ้างอิงข้อมูลที่วิลลี วู(Willy Woo) นำเสนอ พร้อมอธิบายว่าเหตุแฮกตลาดซื้อขายแบบรวมศูนย์มักถูกรายงานเป็นข่าวใหญ่และนับรวมได้ง่าย ขณะที่กรณีกระเป๋าส่วนตัวสูญหายหรืออุบัติเหตุจากการเก็บเองส่วนใหญ่ไม่ถูกเปิดเผย เขาเสริมว่าตลาดซื้อขายที่ล้มละลายบางแห่งทำให้สถิติดูแย่ลง ขณะที่บางแพลตฟอร์มอย่างไบแนนซ์เคยชดเชยความเสียหายจากการถูกแฮกฝั่งตลาดซื้อขายให้ผู้ใช้งานมาแล้ว
อย่างไรก็ตาม คำกล่าวนี้ไม่ได้หมายความว่าการฝากไว้กับตลาดซื้อขายดีกว่าเสมอไป ตลาดซื้อขายสามารถให้บริการกู้คืนบัญชี ตรวจจับธุรกรรมผิดปกติ ทีมงานด้านความปลอดภัยมืออาชีพ การพิสูจน์ทราบเงินสำรอง (Proof of Reserves) และกองทุนคุ้มครองผู้ใช้งาน แต่ผู้ใช้ก็ต้องแบกรับความเสี่ยงด้านความสามารถในการชำระหนี้และความเสี่ยงด้านการดำเนินงานของแพลตฟอร์มไปพร้อมกัน ส่วนการเก็บเองทำให้ผู้ใช้ควบคุมคีย์ส่วนตัว (private key) ได้เอง แต่หากทำ seed phrase หาย ถูกฟิชชิง โดนมัลแวร์ หรือโอนผิดบัญชี ก็แทบไม่มีทางกู้คืนได้
River รายงานการดูแลบิตคอยน์(Bitcoin custody) ปี 2025 วิเคราะห์ว่าตลาดซื้อขายที่มีชื่อเสียงสามารถวางระบบความปลอดภัยที่แข็งแกร่งกว่าที่บุคคลทั่วไปจะทำได้เอง แต่ก็ระบุว่าความล้มเหลวของตลาดซื้อขายเอง การถูกยึดบัญชีส่วนตัว และการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล เป็นความเสี่ยงของการฝากไว้กับตลาดซื้อขายเช่นกัน ส่วนความเสี่ยงหลักของการเก็บเองคือการทำคีย์หายหรือถูกขโมย โดยรายงานประเมินอย่างระมัดระวังว่ามีบิตคอยน์(BTC)สูญหายถาวรไปแล้วราว 1.57 ล้านเหรียญ
ความเสี่ยงจากการถูกโจมตีตลาดซื้อขายเองก็เคยเกิดขึ้นจริง สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ(FBI) ระบุว่าเกาหลีเหนือเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ที่ไบบิต(Bybit) ถูกขโมยสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่าประมาณ 1,500 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.07 หมื่นล้านวอน) เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2025 ต่อมาไบบิตแถลงเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ปีเดียวกันว่าสามารถฟื้นฟูเงินสำรองทรัพย์สินลูกค้าแบบ 1 ต่อ 1 ได้ภายใน 72 ชั่วโมง และอัตราส่วนหลักประกันของสินทรัพย์สำคัญอย่างบิตคอยน์ อีเธอเรียม(ETH) โซลานา(SOL) เทเธอร์(USDT) และยูเอสดีคอยน์(USDC) สูงกว่า 100%
ไบแนนซ์เองมีมาตรการด้านความปลอดภัยสำหรับการฝากสินทรัพย์ไว้กับตลาดซื้อขาย ทั้งการพิสูจน์ทราบเงินสำรอง(Proof of Reserves) และกองทุนคุ้มครองฉุกเฉิน SAFU โดยไบแนนซ์ อคาเดมี(Binance Academy) อธิบายว่าการพิสูจน์ทราบเงินสำรองคือกระบวนการตรวจสอบเชิงเข้ารหัสที่ยืนยันต่อสาธารณะว่าตลาดซื้อขายและผู้ดูแลสินทรัพย์ถือเงินทุนของลูกค้าไว้ครบถ้วน ส่วน SAFU เป็นกองทุนฉุกเฉินเพื่อคุ้มครองผู้ใช้งานที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2018
ประเด็นถกเถียงครั้งนี้เชื่อมโยงกับแนวคิดพื้นฐานของการเก็บเองที่ว่า การฝากสินทรัพย์ไว้กับตลาดซื้อขายทำให้ต้องเผชิญความเสี่ยงจากคู่สัญญา ขณะที่การเก็บเองทำให้ภาระการดูแลตกอยู่กับผู้ใช้งานโดยตรง หลักการที่ใช้กันในวงการที่ว่า 'ไม่ใช่คีย์ของคุณ ก็ไม่ใช่เหรียญของคุณ' เตือนถึงความเสี่ยงจากการล้มละลายของตลาดซื้อขายและการระงับถอนเงิน แต่สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป ความล้มเหลวในการจัดการคีย์เองก็เป็นความเสี่ยงใหญ่ไม่แพ้กัน ท้ายที่สุดแล้ว การฝากไว้กับตลาดซื้อขายต้องบริหารความเสี่ยงด้านแพลตฟอร์มและความปลอดภัยของบัญชี ส่วนการเก็บเองต้องบริหารการเก็บรักษาคีย์และระบบกู้คืนด้วยตัวเอง
ความคิดเห็น 0