ไมโครซอฟท์(MSFT) เลื่อนกำหนดเปิดใช้งานฟีเจอร์ตอบคำถามของผู้ช่วย AI ในการประชุม 'ทีมส์ ฟาซิลิเทเตอร์' (Teams Facilitator) ออกไปเป็นเดือนพฤศจิกายนอีกครั้ง โดยฟีเจอร์นี้จะให้ AI ตรวจจับคำถามที่ยังไม่มีคำตอบระหว่างการประชุม แล้วค้นหาคำตอบจากเว็บมาแสดงในแชท
ไมโครซอฟท์ระบุในประกาศ Message Center หมายเลข MC1409304 เมื่อวันที่ 26 สิงหาคมว่า ได้ปรับตารางเปิดใช้งานฟีเจอร์ 'ตรวจจับและแก้ไขช่องว่างความรู้' (knowledge-gap detection) ของทีมส์ ฟาซิลิเทเตอร์ใหม่อีกครั้ง โดยกลุ่มผู้ใช้เป้าหมาย (Targeted Release) จะเริ่มได้ใช้ต้นเดือนพฤศจิกายน และเปิดครบภายในกลางเดือนพฤศจิกายน
ส่วนการเปิดให้ใช้งานทั่วไปทั่วโลก (General Availability) มีกำหนดเริ่มกลางเดือนพฤศจิกายน และจะเสร็จสิ้นภายในกลางเดือนธันวาคม ทั้งที่เดิมทีไมโครซอฟท์ตั้งเป้าเปิดใช้งานทั่วไปตั้งแต่เดือนมิถุนายน ก่อนจะถูกเลื่อนต่อเนื่องมาเป็นกรกฎาคม สิงหาคม และกันยายนตามลำดับ
ทีมส์ ฟาซิลิเทเตอร์เป็นฟีเจอร์ผู้ช่วยประชุมที่ทำงานบนไมโครซอฟท์ 365 โคไพลอต(Microsoft 365 Copilot) มีหน้าที่ตรวจสอบวาระการประชุม จดบันทึกการประชุมด้วย AI แบบเรียลไทม์ และสรุปประเด็นตัดสินใจสำคัญพร้อมคำถามที่ยังไม่ได้คำตอบ
เอกสารสนับสนุนของไมโครซอฟท์ระบุว่า ฟาซิลิเทเตอร์สามารถตอบคำถามที่ยังค้างอยู่ระหว่างการประชุม และสร้างเอกสารสรุปโดยอ้างอิงจากเนื้อหาการประชุม ประวัติแชท และไฟล์ที่แชร์ในห้องประชุม กล่าวคือฟีเจอร์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การจดบันทึก แต่ขยายไปถึงการเติมเต็มช่องว่างข้อมูลที่เกิดขึ้นระหว่างการประชุมด้วย
ฟีเจอร์ที่ถูกเลื่อนครั้งนี้เน้นการตรวจจับคำถามที่พูดออกมาชัดเจน หรือคำพูดที่แสดงความไม่แน่ใจในบทสนทนาการประชุม หากผู้เข้าร่วมตั้งคำถามที่ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงแต่ไม่มีใครตอบ ฟาซิลิเทเตอร์จะค้นหาคำตอบที่เกี่ยวข้องจากเว็บแล้วนำมาแชร์ในแชทของการประชุมนั้น
ผู้ใช้ต้องเปิดใช้งานฟีเจอร์นี้ด้วยตนเอง โดยขอบเขตการใช้งานครอบคลุมการประชุมทีมส์แบบมาตรฐาน และผู้ใช้ที่สมัครไมโครซอฟท์ 365 โคไพลอต พรีเมียม(Microsoft 365 Copilot Premium)
การเลื่อนกำหนดเปิดใช้งานฟีเจอร์ AI สำหรับองค์กรเช่นนี้ไม่ใช่แค่ความล่าช้าของฟีเจอร์อำนวยความสะดวกทั่วไป เพราะโครงสร้างที่ให้ AI อ่านบริบทบทสนทนาระหว่างประชุมแล้วดึงผลค้นหาจากภายนอกมาใช้ ย่อมเกี่ยวพันกับความแม่นยำ การระบุแหล่งที่มา และการบริหารสิทธิ์การเข้าถึงไปพร้อมกัน
สำหรับผู้ใช้งานในไทย ประเด็นที่ต้องพิจารณาไม่ได้มีแค่เรื่องประสิทธิภาพการประชุม เพราะคำพูด ไฟล์ที่แชร์ และประวัติแชทในที่ประชุมภายในองค์กรอาจถูกนำไปใช้เป็นบริบทการทำงานของฟีเจอร์ AI ด้วย ผู้ดูแลระบบจึงควรตรวจสอบการตั้งค่าและเกณฑ์การเปิดใช้งานในแต่ละการประชุมล่วงหน้า
โดยทั่วไปฟีเจอร์ AI ในเครื่องมือทำงานร่วมกันขององค์กรมักถูกประเมินทั้งด้าน 'ความสะดวกในการใช้งาน' และ 'กลไกควบคุม' ไปพร้อมกัน ประเด็นสำคัญในกระบวนการใช้งานจริงคือฟีเจอร์เปิดทำงานอัตโนมัติหรือไม่ ใครเป็นผู้มีสิทธิ์เปิดใช้งาน และคำตอบจากการค้นหารวมถึงบริบทของการประชุมจะถูกแสดงแหล่งที่มาอย่างไร
ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานว่า ไมโครซอฟท์ 365 โคไพลอตกำลังถูกผนวกเข้ากับเครื่องมือทำงานขององค์กร เช่น เวิร์ด เอ็กเซล เพาเวอร์พอยต์ และทีมส์ การเลื่อนตารางครั้งนี้สะท้อนว่า เมื่อ AI ไม่ได้เป็นเพียงแชทบ็อตแยกต่างหากอีกต่อไป แต่เข้าไปอยู่ในขั้นตอนการทำงานจริง ทั้งความสมบูรณ์ของฟีเจอร์และการควบคุมการใช้งานต่างถูกทดสอบไปพร้อมกัน
เดอะ เรจิสเตอร์(The Register) รายงานว่าเหตุผลของความล่าช้านี้ยังไม่ชัดเจน สื่อดังกล่าวได้สอบถามไปยังไมโครซอฟท์แล้วแต่ยังไม่ได้รับคำตอบ ปัจจุบันตารางที่ยืนยันแล้วคือกลุ่มผู้ใช้เป้าหมายจะเริ่มต้นเดือนพฤศจิกายน และการเปิดใช้งานทั่วไปทั่วโลกจะเริ่มกลางเดือนพฤศจิกายน
เป้าหมายที่ไมโครซอฟท์ระบุไว้สำหรับการเปิดใช้งานทั่วไปให้เสร็จสมบูรณ์คือกลางเดือนธันวาคม ผู้ใช้งานในองค์กรจะต้องตรวจสอบการตั้งค่าของผู้ดูแลระบบ การเปิดใช้งานในแต่ละการประชุม และรูปแบบการแสดงแหล่งที่มาของคำตอบ หลังจากที่การเปิดใช้งานเริ่มต้นขึ้นจริง
ความคิดเห็น 0