สัดส่วนอุปทานบิตคอยน์(BTC)ที่อยู่ในสถานะมีกำไรปรับขึ้นมาแตะระดับ 69% หลังราคาที่ฟื้นตัวช่วงที่ผ่านมาทำให้ผู้ถือครองที่มีกำไรเพิ่มขึ้น แต่มีการวิเคราะห์ว่าแรงซื้อรอบนี้พึ่งพาการปรับราคาย้อนกลับเชิงกลไกหลังเหตุการณ์ short squeeze มากกว่าความต้องการซื้อในตลาดจริงที่ต่อเนื่อง
อักเซล แอดเลอร์ จูเนียร์(Axel Adler Jr.) นักวิเคราะห์ ระบุเมื่อวันที่ 11 ว่า "แรงซื้อในรอบนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากการซื้อในตลาดจริงอย่างต่อเนื่อง แต่มาจากการปรับราคาย้อนกลับเชิงกลไกหลังเกิด short squeeze" พร้อมระบุว่าสัดส่วนอุปทานบิตคอยน์ที่มีกำไรเปลี่ยนแปลงถึง 41 จุดเปอร์เซ็นต์ในช่วง 90 วันที่ผ่านมา ขณะที่ราคาบิตคอยน์ในช่วงนั้นอยู่ที่ประมาณ 77,000 ดอลลาร์
สัดส่วนอุปทานที่มีกำไร หมายถึงสัดส่วนของเหรียญบิตคอยน์ที่ราคาปัจจุบันสูงกว่าราคาครั้งล่าสุดที่เหรียญนั้นเคลื่อนย้าย ยิ่งสัดส่วนนี้สูงขึ้น ผู้ถือครองที่ต้องการทำกำไรก็อาจมีจำนวนมากขึ้นตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับช่วงที่บิตคอยน์เคยไต่ระดับเข้าใกล้ 70,000 ดอลลาร์ท่ามกลางเหตุการณ์ short squeezeก่อนหน้านี้ หากการปรับขึ้นของราคาพึ่งพาการปิดสถานะขายชอร์ตมากเกินไป แรงส่งของราคาก็อาจอ่อนแรงลง หากแรงซื้อในตลาดจริงไม่เข้ามาต่อเนื่อง
แอดเลอร์มองว่าในอดีตก็เคยมีหลายกรณีที่การปรับขึ้นอย่างรวดเร็วไม่สามารถรักษาแรงส่งไว้ได้นาน โดยอธิบายว่าเมื่อแรงซื้อชะลอตัวลง ราคาก็อาจปรับตัวลงบางส่วน หรือเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบหนึ่งเพื่อรองรับส่วนที่ปรับขึ้นมาก่อนหน้านี้
การวิเคราะห์ครั้งนี้ให้ความสำคัญกับที่มาของแรงซื้อที่ผลักดันราคาขึ้น มากกว่าตัวเลขสัดส่วนอุปทานที่มีกำไรเอง โดยประเด็นที่ต้องติดตามต่อไปคือ ความต้องการซื้อในตลาดจริงจะตามทันจำนวนผู้ถือครองที่มีกำไรเพิ่มขึ้นหรือไม่
ความคิดเห็น 0