ข้อถกเถียงเรื่องประโยชน์ใช้สอยของบิตคอยน์(BTC)ขยายไปสู่ความขัดแย้งระหว่างการใช้งานในชีวิตประจำวันกับการรักษามูลค่าทรัพย์สินระยะยาว โดยเจสัน คาลาคานิสวิจารณ์ความสามารถด้านธุรกรรมและสมาร์ตคอนแทรกต์ของบิตคอยน์ ขณะที่ไมเคิล เซย์เลอร์โต้ว่า การเก็บรักษาความมั่งคั่งข้ามรุ่นคือหน้าที่สำคัญ
คาลาคานิสโพสต์บน X เมื่อวันที่ 18 ตามเวลาท้องถิ่นว่า แม้บิตคอยน์เปิดตัวมาแล้ว 17 ปี แต่ยังไม่ได้โดดเด่นด้านธุรกรรมหรือสมาร์ตคอนแทรกต์ และประสบการณ์ใช้งานยังคงยุ่งยาก เขายังมองว่าบิตคอยน์ไม่สามารถกระตุ้นจินตนาการของคนทั่วไปได้เหมือนเดิม
เขาเปรียบบิตคอยน์ว่าเป็น ‘ซีดีในยุค Spotify และดีวีดีในยุค Netflix’ พร้อมเขียนว่าหากมีการพูดถึงบิตคอยน์ในงานเลี้ยงอาหารค่ำ ผู้คนอาจตอบว่า “จำมันได้ไหม?”
คาลาคานิสประเมินว่า บิตคอยน์ไม่ถูกคาดหวังให้เป็นช่องทางสร้างความมั่งคั่งอย่างรวดเร็วอีกต่อไป พร้อมกล่าวถึงผู้สนับสนุนยุคแรกที่เคยมีแนวคิดต่อต้านวัฒนธรรม แต่ปัจจุบันเปลี่ยนมาแต่งตัวด้วยสูทและเนกไทสีส้ม
คำวิจารณ์ของคาลาคานิสใช้ระดับการใช้งานจริงในชีวิตประจำวันเป็นเกณฑ์วัดคุณค่าของเทคโนโลยี โดยมีเหตุผลว่าหากไม่สามารถแสดงบทบาทที่ชัดเจนด้านการชำระเงินและสมาร์ตคอนแทรกต์ได้ ก็อาจถูกเทคโนโลยีใหม่แทนที่
ไมเคิล เซย์เลอร์(Michael Saylor) ผู้ก่อตั้งสแตรทีจี กล่าวในวันเดียวกันว่า “คุณเฝ้าดูบิตคอยน์เติบโตมาตั้งแต่ปี 2011” และ “ปัจจุบันบิตคอยน์เป็นกรณีศึกษาความสำเร็จมูลค่า 1.6 ล้านล้านดอลลาร์(ประมาณ 2,219 ล้านล้านวอน) และเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก” คำกล่าวนี้สะท้อนว่าเซย์เลอร์ให้ความสำคัญกับขนาดและสถานะของบิตคอยน์ในฐานะสินทรัพย์
เซย์เลอร์กล่าวต่อว่า “ทุนดิจิทัลคือหน้าที่หลัก” และ “การรักษาความมั่งคั่งข้ามรุ่นเป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าการทำให้ผู้คนสนุกสนานในงานเลี้ยงอาหารค่ำ” ก่อนปิดท้ายว่า “เนกไทสีส้มยังคงอยู่เหมือนเดิม”
คำกล่าวของทั้งสองคนแสดงให้เห็นว่าเกณฑ์ประเมินบิตคอยน์แตกต่างกันตามมุมมองที่มีต่อบทบาทของสินทรัพย์ หากมองเป็นเครือข่ายชำระเงินหรือแพลตฟอร์มอเนกประสงค์ ความสะดวกในการใช้งานและฟังก์ชันจะมีความสำคัญ แต่หากมองเป็นสินทรัพย์สำหรับถือครองระยะยาว ความขาดแคลนและความสามารถในการรักษามูลค่าจะเป็นเกณฑ์หลัก
มูลค่าตลาดของบิตคอยน์เป็นตัวเลขที่ทำให้ต้องพิจารณาทั้งข้อถกเถียงเรื่องการใช้งานที่คาลาคานิสตั้งคำถาม และเหตุผลด้านการรักษาทรัพย์สินที่เซย์เลอร์เน้นย้ำ โดยเซย์เลอร์มองคุณค่าปัจจุบันของบิตคอยน์จากบทบาทในฐานะทุนดิจิทัล มากกว่าความสะดวกในการทำธุรกรรม
ในการถกเถียงครั้งนี้ คาลาคานิสตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับประสบการณ์ใช้งานและความสนใจจากสาธารณชน ส่วนเซย์เลอร์ตอบโต้ว่าเป้าหมายของบิตคอยน์แตกต่างจากการเป็นเครื่องมือชำระเงินหรือความบันเทิง ทั้งสองมุมมองจึงเป็นตัวอย่างของการประเมินสินทรัพย์เดียวกันในฐานะผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีและสินทรัพย์ระยะยาว
ก่อนหน้านี้ เซย์เลอร์จัดประเภทบิตคอยน์เป็น ‘ทุนดิจิทัล’ ซึ่งทำหน้าที่เก็บรักษาความมั่งคั่ง และอธิบายว่าเป็นสินทรัพย์ที่แข่งขันกับระบบการเงินแบบดั้งเดิม คำกล่าวครั้งล่าสุดยังคงมุมมองเดิมที่วางบทบาทของบิตคอยน์ไว้ที่การรักษามูลค่าสินทรัพย์มากกว่าการเป็นเครื่องมือชำระเงิน
ข้อถกเถียงครั้งนี้ไม่ได้เป็นการคาดการณ์ราคาหรือผลการดำเนินงานในอนาคตของบิตคอยน์ แต่เป็นการเผชิญหน้าระหว่างมุมมองด้านคุณค่าของบุคคลสองคน โดยจุดสนใจอยู่ระหว่างคำถามว่า ‘ใช้งานมากเพียงใด’ และ ‘มีอยู่เพื่ออะไร’
ความคิดเห็น 0