นักลงทุน Gen Z ในสหรัฐฯ เริ่มลงทุนเมื่ออายุเฉลี่ย 19 ปี และหากสมมติว่าเกษียณตอนอายุ 65 ปี จะมีระยะเวลาลงทุนนานถึง 46 ปี แจ็ก แพนเดิล(Jack Pandl) หัวหน้าฝ่ายวิจัยของเกรย์สเกล(Grayscale) มองว่าระยะเวลาที่ยาวนานช่วยให้นักลงทุนรับมือกับความผันผวนของตลาด และเปิดโอกาสให้จัดสรรสินทรัพย์ดิจิทัลในพอร์ตระยะยาวได้มากขึ้น
แพนเดิลเปิดเผยอายุเฉลี่ยที่นักลงทุนสหรัฐฯ เริ่มลงทุนแยกตามรุ่นอายุในคอลัมน์ ‘เดอะสแต็ก(The Stack)’ ของบริษัทเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2026 โดยกลุ่มมิลเลนเนียลเริ่มลงทุนเมื่ออายุ 25 ปี กลุ่ม Gen X อายุ 32 ปี และกลุ่มเบบี้บูมเมอร์อายุ 35 ปี
เมื่อสมมติว่าเกษียณตอนอายุ 65 ปี Gen Z จะมีระยะเวลาลงทุน 46 ปี ส่วนเบบี้บูมเมอร์มี 30 ปี เกรย์สเกลระบุว่าระยะเวลาลงทุนของ Gen Z ยาวกว่าของเบบี้บูมเมอร์มากกว่า 50% ตัวเลขนี้คำนวณจากอายุเฉลี่ยที่แต่ละรุ่นเริ่มลงทุนและอายุเกษียณที่สมมติไว้
แพนเดิลมองว่าการเริ่มลงทุนตั้งแต่อายุน้อยมีประโยชน์มากกว่าผลตอบแทนจากดอกเบี้ยทบต้น ในช่วงวัยหนุ่มสาว รายได้ในอนาคตจากการทำงานยังมีสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ที่มีอยู่ และระยะเวลาลงทุนที่ยาวขึ้นก็เพิ่มเวลาให้ตลาดฟื้นตัวจากความผันผวน นอกจากนี้ นักลงทุนยังสามารถออมและลงทุนต่อจากรายได้ในอนาคต ซึ่งช่วยขยายขอบเขตความเสี่ยงที่รับได้ตลอดช่วงชีวิต
ในคอลัมน์เดียวกันเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2026 แพนเดิลระบุว่าผลตอบแทนของสินทรัพย์ดิจิทัลมีความผันผวนสูงและอาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงไม่สมมาตร จึงอาจเหมาะกับการลงทุนระยะยาวมากกว่า เขายังกล่าวว่าการพลาดโอกาสจากการปรับขึ้นในระยะยาวอาจมีต้นทุนสูงกว่าการทนต่อความผันผวนระยะสั้น สำหรับผู้ที่มีกรอบเวลาลงทุนยาว การทยอยปรับสัดส่วนสินทรัพย์และเติมเงินลงทุนได้ต่อเนื่องอาจเปิดทางให้จัดสรรสินทรัพย์ดิจิทัลในสัดส่วนที่สูงขึ้น พร้อมรักษาระดับความเสี่ยงตลอดช่วงชีวิตให้สมดุล
บทวิเคราะห์นี้เชื่อมโยงระยะเวลาการลงทุนเข้ากับโอกาสในการจัดสรรสินทรัพย์ดิจิทัล
ความคิดเห็น 0