ธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank: ECB) มีแผนเริ่มโครงการนำร่องยูโรดิจิทัลในครึ่งหลังปี 2027 เป็นเวลา 12 เดือน โดยผู้เข้าร่วมจะทดสอบการชำระเงินในร้านค้า ออนไลน์ และระหว่างบุคคลผ่านรุ่นเบตา
ผู้เข้าร่วมประกอบด้วยผู้ให้บริการชำระเงิน (PSP) ที่ได้รับอนุญาตในเขตยูโร 36 แห่ง พนักงานจาก ECB และธนาคารกลางของ 19 ประเทศสมาชิกยูโรซิสเต็ม (Eurosystem) รวมถึงร้านค้าที่ได้รับคัดเลือก
ECB กล่าวถึงกำหนดการดังกล่าวอีกครั้งในสุนทรพจน์ที่กรุงติรานาเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2026 พร้อมให้รายละเอียดเกี่ยวกับการเตรียมงานเพิ่มเติมจากแผนทดสอบการชำระเงินที่เคยรายงานก่อนหน้านี้
รุ่นเบตาที่ใช้ในการทดสอบจะไม่มีสถานะเป็นเงินตราที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย โครงการนำร่องนี้เป็นการทดสอบเทคโนโลยีและขั้นตอนการชำระเงิน ซึ่งแยกจากการตัดสินใจออกเงินยูโรดิจิทัล
ECB คัดเลือก PSP 36 แห่งจากผู้สมัครมากกว่า 50 ราย โดยประกาศรายชื่อผู้เข้าร่วมเมื่อเดือนกรกฎาคม นอกจากนี้ยังเลือกผู้ให้บริการเครือข่าย 2 รายเพื่อดูแลบริการเชื่อมต่อที่จำเป็นสำหรับโครงการ และประกาศผลเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม
ECB ระบุด้วยว่า มีผู้เข้าร่วมจากภาคตลาดราว 70 รายในกิจกรรมแรกของแพลตฟอร์มนวัตกรรม และได้เริ่มกิจกรรมต่อเนื่องแล้ว จำนวนดังกล่าวเป็นผู้เข้าร่วมแพลตฟอร์มนวัตกรรม แยกจาก PSP 36 แห่งที่ได้รับเลือกสำหรับโครงการนำร่อง
คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (Council of the European Union) กำหนดจุดยืนเกี่ยวกับร่างกฎหมายยูโรดิจิทัลเมื่อเดือนธันวาคม 2025 ส่วนรัฐสภายุโรป (European Parliament) รับรองจุดยืนในเดือนกรกฎาคม 2026 ขณะนี้สถาบันต่าง ๆ ของสหภาพยุโรปกำลังเจรจากัน
คณะกรรมการบริหารของ ECB จะตัดสินใจว่าจะออกยูโรดิจิทัลหรือไม่หลังจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้รับการรับรอง ดังนั้นกำหนดการทดลองกับการตัดสินใจออกเงินจริงจึงเป็นคนละขั้นตอนกัน
ECB อธิบายว่ายูโรดิจิทัลเป็นสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) ที่จะใช้เสริมเงินสด ไม่ได้มาแทนที่ โดยออกแบบให้เป็นวิธีชำระเงินสาธารณะที่มีธนาคารกลางรองรับและใช้ควบคู่กับเงินสดได้
การทดสอบจะครอบคลุมการชำระเงินในร้านค้าและออนไลน์ รวมถึงการชำระเงินระหว่างบุคคล โดย ECB กำลังพัฒนายูโรดิจิทัลให้ใช้งานได้ทั้งออนไลน์และออฟไลน์
สเตเบิลคอยน์และเงินฝากแบบโทเคนถูกกล่าวถึงในฐานะเครื่องมือด้านการชำระเงินและการเงินของภาคเอกชน ขณะที่ ECB แยกเครื่องมือเหล่านี้ออกจากยูโรดิจิทัลสำหรับการชำระเงินรายย่อย
ECB ยังเดินหน้าโครงการ Pontes ซึ่งมุ่งชำระธุรกรรมสินทรัพย์บนเทคโนโลยีบัญชีแยกประเภทแบบกระจายศูนย์ (DLT) ด้วยเงินของธนาคารกลาง และโครงการ Appia ซึ่งศึกษาการออกแบบและมาตรฐานของระบบนิเวศการเงินแบบโทเคน ทั้งสองโครงการแยกจากการทดลองยูโรดิจิทัลสำหรับการชำระเงินรายย่อย
ECB ระบุว่า 13 ประเทศในเขตยูโรพึ่งพาบริษัทนอกยุโรปทั้งหมดสำหรับการชำระเงินด้วยบัตรในร้านค้า การขาดวิธีชำระเงินดิจิทัลสาธารณะที่ใช้ได้ทั่วภูมิภาคจึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ผลักดันโครงการนี้
อย่างไรก็ตาม Febelfin ซึ่งเป็นสมาคมภาคการเงินของเบลเยียม ระบุในเอกสารแสดงจุดยืนปี 2025 ว่าแนวทางยูโรดิจิทัลในปัจจุบันไม่ได้เพิ่มคุณค่า และไม่ใช่เส้นทางที่รวดเร็วที่สุดในการสร้างความเป็นอิสระด้านการชำระเงินของยุโรป
ECB กำลังคัดเลือกร้านค้าที่จะเข้าร่วมโครงการนำร่อง และคาดว่าจะประกาศผลในช่วงต้นปี 2027
Comment 0